คนอ้วนลงพุง 2 คนนี้ มีอันตรายต่อสุขภาพต่างกันอย่างไร


คนอ้วนลงพุง 2 คนนี้ มีอันตรายต่อสุขภาพต่างกันอย่างไร

พี่ปุ๋มเพิ่งอ่านบทความที่แนบลิงค์มา ซึ่งยาวมากๆเสร็จ แล้วก็เห็นว่ามีเรื่องที่จะเป็นประโยชน์กับน้องๆได้มาก ในการเข้าใจกลไกในการที่ร่างกายจัดการกับคาร์โบไฮเดรต (โดยเฉพาะแป้งผ่านขบวนการ และน้ำตาล) ที่เรารับประทานเกินอยู่ทุกวัน ผ่านการทำงานของฮอร์โมนอินซูลิน

บทความนี้ให้ความกระจ่างว่า ในคนแต่ละคนมี “เพดานไขมัน” (Personal Fat Threshold)ไม่เท่ากัน ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนว่าทำไม แต่เชื่อว่ากรรมพันธุ์ น่าจะมีส่วน ความทนทานต่อไขมันที่ว่านี้คือ

A. ในคนที่มีเพดานไขมันสูง

ในบทความ เขาเรียกคนกลุ่มนี้ว่า Healthy Obese อ้วนแต่สุขภาพดี เมื่อทานแป้งผ่านขบวนการและน้ำตาลเกินเท่าไร ร่างกายก็เพิ่มเนื้อเยื่อไขมัน “ใต้ชั้นผิวหนัง”(subcutaneous fat) มาเก็บน้ำตาลที่ถูกเปลี่ยนเป็นไขมันด้วยอินซูลิน ได้มากเท่านั้น คือร่างกายยังคงมีความไวต่ออินซูลินดีอยู่ (Insulin Sensitive) (เหมือนมีโกดังเก็บไขมันใหญ่มาก) จนเมื่อเลยจุดทนทานนั้น ไขมันที่เกินกว่าจะเก็บไว้ในโกดัง (ชั้นตื้นๆใต้ผิวหนัง) เริ่มมีภาวะดื้ออินซูลิน (Insulin Resistance) จำเป็นต้องเล็งหาโกดังใหม่ ซึ่งเป้าหมายต่อไป น่ากลัวมากคือ สะสมที่อวัยวะภายใน (visceral fat) เช่นพอกตับ ปอด หัวใจ ส่งผลให้เกิดความเสื่อมต่ออวัยวะเหล่านั้น

คนกลุ่มนี่ลักษณะความอ้วนจะพุงย้อยห้อยลงมา เพราะไขมันอยู่แค่ชั้นใต้ผิวหนัง ถูกแรงโน้มถ่วงดึงลงมา คนกลุ่ม A นี้ ถึงจะมีไขมันลงพุงย้อยขนาดไหน เมื่อตรวจระดับน้ำตาลในเลือดก็ยังปรกติ แต่ถ้าเป็นคนช่างสังเกต จะพบว่าระดับน้ำตาลในเลือดที่ตรวจทุกปี จะค่อยๆเพิ่มขึ้นทีละน้อยๆ อ่านมาถึงตรงนี้แล้วพี่ขนลุกเลย เพราะมันคือลักษณะความอ้วนแบบพี่ปุ๋มเคยเป็นเมื่อ 2 ปีก่อนเลย แม้จะโชคดีมีเพดานไขมันสูง แต่สุดท้ายก็เป็นอันตรายต่อสุขภาพเช่นกัน ถ้ายังคงบริโภคแป้งและน้ำตาลเกิน

B. ส่วนในคนที่มีเพดานไขมันต่ำ มี 2 กลุ่มคือ

B1. เนื้อเยื่อไขมันใต้ชั้นผิวหนังเพิ่มได้ไม่มาก(โกดังเก็บของเล็ก) ไขมันที่เกินจากนั้น จะวิ่งไปสะสมที่อวัยวะภายในได้เร็วกว่าคนกลุ่ม A ลักษณะความอ้วนจะอ้วนกลางลำตัว ไม่ย้อย กดแล้วจะแน่นแข็งมาก เพราะไขมันอยู่ใต้ชั้นกล้ามเนื้อ ไปพอกอยู่ตามอวัยวะภายใน เสี่ยงต่อการมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง ดื้อต่ออินซูลิน และพัฒนาเป็นเบาหวานได้มากกว่ากลุ่ม A

B2. เป็นกลุ่มคนที่ดูภายนอกผอม แต่อวัยวะภายในเต็มไปด้วยไขมันพอก เขาเรียกคนกลุ่มนี้ว่า TOFI (Thin Outside Fat Inside) คนกลุ่มนี้ เมื่อทานแป้งและน้ำตาลเกิน ไม่มีการเก็บไขมันไว้ใต้ชั้นผิวหนัง แต่จะวิ่งเข้าไปเก็บที่อวัยวะภายในเลย และเป็นกลุ่มที่ถึงแม้จะผอม แต่เป็นเบาหวานได้ง่ายกว่ากลุ่ม A และ กลุ่ม B1 พัฒนาภาวะดื้อต่ออินซูลินได้รวดเร็วกว่ากลุ่มอื่น

สรุป

ในกรณีต้องการเคลียร์ไขมัน ร่างกายจะเคลียร์ไขมันในอวัยวะภายในก่อนแล้วจึงจะไปเคลียร์ใต้ชั้นผิวหนัง ตามลำดับ ดังนั้นรอบเอวลดลง เป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องจัดการต่อจนขจัดไขมันที่พอกอวัยวะภายในด้วย ทำได้ด้วยลดการบริโภคแป้งผ่านขบวนการและน้ำตาลให้ได้มากที่สุด หันมาบริโภคคาร์บธรรมชาติในปริมาณต่ำ โปรตีนสูงปานกลาง ไขมันธรรมชาติสูง LCHF Diet ร่วมกับ Fasting

ลองสำรวจตัวเองว่ามีความอ้วนลักษณะไหน และแนะนำให้ตรวจ scan ไขมันในอวัยวะภายใน อย่าคิดว่าฉันผอมแล้วไม่มีทางเป็นเบาหวาน หรือไม่มีทางมีไขมันพอกอวัยวะภายในได้นะคะ

รูปที่ 1 ทางซ้าย : แสดงความอ้วนแบบ A (Insulin Sensitive) กับแบบ B1 : Insulin Resistance

รูปที่ 2 : แสดงให้เห็นว่า ดัชนีมวลกายเท่ากัน % ไขมันเท่ากัน แต่มีการสะสมไขมันในอวัยวะภายในไม่เท่ากัน รูปซ้ายมีไขมันสะสมบนอวัยวะภายในมากกว่า

https://www.facebook.com/marty.kendall.94/posts/10155458340085544


Previous articleShakshuka
Next articleจริงหรือที่ Fasting ลดมวลกล้ามเนื้อ และลด BMR ?
ภญ.โสภิตา ศิริรัตน์
พี่ปุ๋มเคยมีน้ำหนักถึง 92.8 กิโลกรัม เข้าข่ายอ้วนระดับอันตรายเลยค่ะ ปัจจุบันพี่ปุ๋มน้ำหนักลดลง 15 กิโลกรัม เอวลดลง 5 นิ้ว ไขมันลดลงไป 4.8% ซึ่งถึงแม้จะยังมีไขมันส่วนเกินที่ต้องขจัดออกอีกก็ตาม พี่ปุ๋มก็อยากจะแชร์ความรู้ที่ได้จากการอ่านหนังสือสุขภาพดีๆเยอะมาก รวมทั้งตำราวิชาการอื่นๆ นำมาปฏิบัติกับตัวเอง จนเข้าใจการทำงานของร่างกายในการสะสมและขจัดไขมันออก จึงอยากแบ่งปัน และอยากจะให้ทุกคนได้เห็นพัฒนาการการขจัดไขมันของพี่ต่อไป พร้อมๆกับชวนเพื่อนๆให้มาขจัดไขมันส่วนเกินไปด้วยกัน