“คาร์โบไฮเดรต กับ ไขมัน อะไรทำให้อ้วนได้มากกว่ากัน”


ถ้าจะมีเรื่องที่บุคลากรทางการแพทย์จะวิวาทะกันได้ไม่รู้จักจบสิ้น หนึ่งในนั้นคือ

“คาร์โบไฮเดรต กับ ไขมัน อะไรทำให้อ้วนได้มากกว่ากัน”

ความเชื่อกระแสหลักจากสถาบันสุขภาพ ที่ยังคงอยู่มาตลอด 50 ปีที่ผ่านมา เชื่อว่า ไขมันจากอาหารที่กินเพิ่มขึ้น คือสาเหตุสำคัญที่ก่อปัญหาสุขภาพมากมาย โดยเฉพาะโรคหลอดเลือดหัวใจ จนมีคำแนะนำทางโภชนาการ (Nutrition Guideline) ให้ประชาชนบริโภคไขมันจากอาหารไม่เกิน 30% ของแคลอรี่รวมต่อวัน (Low fat diet)

อย่างไรก็ดี ในช่วง 11 ปีที่ผ่านมา มีบุคลากรทางการแพทย์จำนวนมากขึ้น ที่เริ่มมีความเชื่อที่แตกต่างว่า คาร์โบไฮเดรตต่างหากคือตัวการสำคัญที่ทำให้ระบาดวิทยาของโรคอ้วนเพิ่มจนน่าตกใจ มีงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ที่ท้าทายความเชื่อกระแสหลักเพิ่มมากขึ้นว่า การรับประทานคาร์โบไฮเดรตต่ำ (ไขมันและโปรตีนสูง) คือโภชนาการที่ดีกว่า ในการช่วยลดน้ำหนัก และปรับปรุงโรคเรื้อรังที่สัมพันธ์กับความอ้วน

โพสต์นี้คือการแชร์บทความที่รวบรวมงานวิจัยทั้งหมด 23 ชิ้น ที่ถูกออกแบบในลักษณะ Randomized Controlled Trial ซึ่งเป็นมาตรฐานที่น่าเชื่อถือและยอมรับในงานวิจัย และได้รับการตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ที่ทรงเกียรติ และน่าเชื่อถือในวงการวิจัยทางการแพทย์ พวกเราสามารถเข้าไปอ่านสรุปงานวิจัยแต่ละชิ้นได้เลยค่ะ ผู้เขียนสรุปสั้นๆ แต่ชัดเจน บทความใช้ภาษาที่ง่ายต่อความเข้าใจ

ส่วนพี่ ขอสรุปภาพรวมของงานวิจัยทั้งหมด 23 ชิ้น ดังนี้ค่ะ (ดูรูปในลิงค์ประกอบนะคะ)

1. งานวิจัยส่วนใหญ่ 21 จาก 23 งานวิจัย พบว่า โภชนาการคาร์บต่ำ ลดน้ำหนักได้มากกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อเทียบกับ โภชนาการไขมันต่ำ

2. ในกลุ่มโภชนาการไขมันต่ำ มีการจำกัดแคลอรี่ ในขณะที่กลุ่มโภชนาการคาร์บต่ำ สามารถทานสารอาหารโมเลกุลใหญ่อื่นได้มากเท่าที่ต้องการ

3. ในกลุ่มโภชนาการคาร์บต่ำ หลายการศึกษาที่พบว่า สามารถลดน้ำหนักได้มากกว่า กลุ่มโภชนาการไขมันต่ำ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 2-3 เท่า ในบางการศึกษาก็ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

4. ในบางการศึกษา (7,13,19) ที่ถูกออกแบบให้จำกัดแคลอรี่ทั้งสองกลุ่ม ก็ยังพบว่า กลุ่มโภชนาการคาร์บต่ำ ก็ยังคงสามารถลดน้ำหนักได้มากกว่า ถึงแม้ว่าก็จะมีบางการศึกษาที่ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (8,18,20)

5. มี 1 การศึกษา (23) ที่โภชนาการไขมันต่ำ สามารถลดน้ำหนักได้มากกว่าโภชนาการคาร์บต่ำ ถึงแม้ว่าจะไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ

6. เมื่อนักวิจัยมองอย่างเจาะจงถึงการลดลงของไขมันสะสมรอบเอว พบว่า ในงานวิจัยที่ 5,7,19 กลุ่มโภชนาการคาร์บต่ำดีกว่า

7. ในกลุ่มโภชนาการคาร์บต่ำเป็นส่วนใหญ่ (19 ใน 23 งานวิจัย) จะพบการปรับปรุงของระดับไตรกลีเซอไรด์ ที่ลดลง และ HDL-Cholesterol ที่เพิ่มขึ้น (18 ใน 23 งานวิจัย) ซึ่งเป็น metabolic marker ที่สำคัญมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงของโรคเรื้อรังทางเมตาบอลิก ส่วน LDL และ Total Cholesterol นั้น พบว่า ในกลุ่มโภชนาการคาร์บต่ำ ก็ไม่ได้เพิ่มระดับทั้ง LDL และ Total Cholesterol โดยทั่วไป

8. การลดระดับอินซูลิน ระดับน้ำตาลในเลือดนั้นพบว่า ในงานวิจัยที่ทำในคนไม่ได้เป็นเบาหวาน และเป็นเบาหวาน ทั้งสองกลุ่มโภชนาการ สามารถทำได้ดีพอกันใน 2 เรื่องนี้

9. โภชนาการทั้งสองประเภท มีแนวโน้มที่จะช่วยลดความดันโลหิตได้

10. การเลิกล้มการศึกษาก่อนสิ้นสุดงานวิจัย พบว่า ทั้งสองกลุ่มโภชนาการ มี % ผู้หยุดการศึกษาไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ บ่งบอกว่า โภชนาการคาร์บต่ำไม่ได้ยากเกินไปที่คนจะปฏิบัติตาม และพบว่าในกลุ่มโภชนาการคาร์บต่ำ จะลดน้ำหนักในช่วงแรกได้เร็วมาก ซึ่งจะเป็นแรงจูงใจที่ดีในการยึดติดกับเป้าหมาย

11. ไม่พบอาการข้างเคียงที่รุนแรงในทั้งสองกลุ่มโภชนาการ

การเพิ่มขึ้นของงานวิจัยโภชนาการคาร์บต่ำในการรักษาโรคหลากหลาย จะทำให้เกิดความกระจ่าง และให้แนวทางโภชนาการที่ถูกต้องกับคนทั้งโลก เพื่อสู้กับโรคอ้วน และโรคเรื้อรังที่สัมพันธ์กับโรคอ้วนมากมาย ก่อนที่จะสายเกินไป

ถึงเวลาหรือยังที่โภชนาการไขมันต่ำจะเกษียณอายุเสียที

https://www.facebook.com/851695104938116/posts/1709272269180391/


Previous articleBody Mass Index ค่าดัชนีมวลกายกับการเกิดโรค
Next articleWatch the Clock, Not the Scale
ภญ.โสภิตา ศิริรัตน์
พี่ปุ๋มเคยมีน้ำหนักถึง 92.8 กิโลกรัม เข้าข่ายอ้วนระดับอันตรายเลยค่ะ ปัจจุบันพี่ปุ๋มน้ำหนักลดลง 15 กิโลกรัม เอวลดลง 5 นิ้ว ไขมันลดลงไป 4.8% ซึ่งถึงแม้จะยังมีไขมันส่วนเกินที่ต้องขจัดออกอีกก็ตาม พี่ปุ๋มก็อยากจะแชร์ความรู้ที่ได้จากการอ่านหนังสือสุขภาพดีๆเยอะมาก รวมทั้งตำราวิชาการอื่นๆ นำมาปฏิบัติกับตัวเอง จนเข้าใจการทำงานของร่างกายในการสะสมและขจัดไขมันออก จึงอยากแบ่งปัน และอยากจะให้ทุกคนได้เห็นพัฒนาการการขจัดไขมันของพี่ต่อไป พร้อมๆกับชวนเพื่อนๆให้มาขจัดไขมันส่วนเกินไปด้วยกัน