ช่วงเวลาของการหยุดกินอาหารในแต่ละวัน (Intermittent Fasting) มีผลต่อประโยชน์ในเรื่องสุขภาพต่างกันหรือไม่


ช่วงเวลาของการหยุดกินอาหารในแต่ละวัน (Intermittent Fasting) มีผลต่อประโยชน์ในเรื่องสุขภาพต่างกันหรือไม่

พี่ปุ๋มได้รับคำถามนี้จากคุณ Somkamol Mol แล้วพี่ก็จำได้ว่า เพิ่งอ่านงานวิจัยหนึ่งผ่านตา ที่พูดถึงเรื่องนี้ ก็เลยคิดว่า นอกจากตอบคุณ Somkamol แล้ว ก็น่าจะเอามาเล่าให้พวกเราฟังกันด้วย เราจะได้เลือกช่วงเวลาในการหยุดกินอาหารได้เหมาะสม

ยิ่งพี่ศึกษามากขึ้น พี่ยิ่งมั่นใจตาม Dr.Jason Fung ว่า ในคนที่มีภาวะดื้อต่ออินซูลิน ซึ่งปรากฎออกมาเป็นกลุ่มอาการทางเมตาบอลิก ได้แก่ อ้วน(ไขมัน) ไขมันพอกตับ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไตรกลีเซอไรด์สูง นี่ “When to eat” คือกินเมื่อไหร่ หยุดเมื่อไหร่ สำคัญมากกว่า “What to eat” กินอะไร เพราะการหยุดกินอาหารในแต่ละวันได้นานเท่าไหร่ ก็จะลดอิทธิพลของอินซูลินได้มากเท่านั้น

ในการศึกษานี้สรุปว่า ในแต่ละวัน ถ้าเริ่มการหยุดกินอาหารได้เช้าขึ้นมากเท่าไหร่ จะส่งผลต่อค่าตัวแปรสุขภาพดีมากเท่านั้น โดยเขาทำการเปรียบเทียบกลุ่มที่เริ่มหยุดกินอาหารตั้งแต่ 14.00 น.ถึง 8.00 น.ของวันรุ่งขึ้น(A) กับกลุ่มที่หยุดกินอาหารตั้งแต่ 20.00 น.ถึง 8.00 น.ของวันรุ่งขึ้น(B) พบว่า กลุ่ม A ซึ่งกินอาหารให้เสร็จ เริ่มในแต่ละวันตั้งแต่ 8.00 น. ให้แล้วเสร็จ 2-3 มื้อ ภายใน 14.00 น. จะส่งผลให้ (เมื่อเทียบกับกลุ่ม B แล้ว)

1. ความไวของอินซูลินดีขึ้น
2. ระดับอินซูลินหลังจากกินอาหารแล้วลดลงได้เร็ว ไม่ค้างอยู่นาน
3. การทำงานของเบต้าเซลล์ของตับอ่อนดีขึ้น
4. ความดันโลหิตลดลง
5. ภาวะเครียดแล้วทำให้เกิดอนุมูลอิสระ (Oxidative Stress) น้อยลง
6. ความอยากอาหารตอนเย็นลดลง
7. ระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงขึ้นขณะ Fasting จากการที่ไขมันสะสมถูกตับดึงเอาออกมาแล้วส่งไปให้เซลล์ต่างๆทั่วร่างกายใช้ในรูปไตรกลีเซอไรด์บรรทุกไปกับเรือ LDL-C

ในการศึกษานี้ อธิบายว่าน่าจะเป็นผลของ นาฬิกาชีวภาพ (Cirrcadian Rhythm) ที่ทำให้อินซูลินมีความไวดีในช่วงเช้า

ต่อจากนี้ไป พี่จะเริ่มเสร็จสิ้นการกินอาหารในแต่ละวันในเวลา 14.00 น. แล้ว Fast ยาวถึง 8.00 ของอีกวัน ซึ่งก็คือการทำ IF 18/6 มั่นใจว่าจะช่วยขจัดอีก 8 kg ที่เหลือค่ะ

https://www.cell.com/cell-metabolism/…/S1550-4131(18)30253-5

ในภาพอาจจะมี ข้อความ

Previous article6 ประโยชน์ของการหยุดกินอาหาร (Fasting)
Next articleภาวะ Fat Adapted กับ BMR
ภญ.โสภิตา ศิริรัตน์
พี่ปุ๋มเคยมีน้ำหนักถึง 92.8 กิโลกรัม เข้าข่ายอ้วนระดับอันตรายเลยค่ะ ปัจจุบันพี่ปุ๋มน้ำหนักลดลง 15 กิโลกรัม เอวลดลง 5 นิ้ว ไขมันลดลงไป 4.8% ซึ่งถึงแม้จะยังมีไขมันส่วนเกินที่ต้องขจัดออกอีกก็ตาม พี่ปุ๋มก็อยากจะแชร์ความรู้ที่ได้จากการอ่านหนังสือสุขภาพดีๆเยอะมาก รวมทั้งตำราวิชาการอื่นๆ นำมาปฏิบัติกับตัวเอง จนเข้าใจการทำงานของร่างกายในการสะสมและขจัดไขมันออก จึงอยากแบ่งปัน และอยากจะให้ทุกคนได้เห็นพัฒนาการการขจัดไขมันของพี่ต่อไป พร้อมๆกับชวนเพื่อนๆให้มาขจัดไขมันส่วนเกินไปด้วยกัน