ระบบต้านอนุมูลอิสระ ภายในร่างกาย : ระบบที่ถูกประเมินความสำคัญต่อสุขภาพต่ำกว่าความเป็นจริง


โดย : Dr.Chris Masterjohn Ph.D
Ari Whitten (Host)

 


ระบบต้านอนุมูลอิสระ ภายในร่างกาย : ระบบที่ถูกประเมินความสำคัญต่อสุขภาพต่ำกว่าความเป็นจริง

พี่ปุ๋มติดตามทั้ง Dr.Chris Masterjohn และ Ari Whiiten มาตั้งแต่เริ่มต้นเขียนเพจ
Dr.Chris เป็นนักวิจัยที่เก่งมากในเรื่อง Nutrition Science โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับการประเมินระดับวิตามินและแร่ธาตุในร่างกาย

ส่วน Ari ก็เป็น Citizen Scientist ที่เก่งมากคนหนึ่ง เขาคือผู้ที่เขียนหนังสือดีมากชื่อ The Ultimate Guide to Red Light Therapy ซึ่งพี่ปุ๋มได้เขียนโพสต์สรุปไป 3 ตอน แล้วก็ยังไม่ถึงคิวกลับไปสรุปต่อเรื่องการใช้แสงสีแดงในการรักษาโรคต่างๆ และปัจจัยในการเลือกซื้อเครื่องผลิตแสงสีแดงอย่างคุ้มค่า….มีเรื่องรอเขียนเต็มไปหมด พี่ทำงานไม่ทันจริงๆค่ะ

Ari มี Youtube Channel ดีมากค่ะ ตามลิงค์ที่แนบ ส่วน vdo นี้ เขาคุยกับ Dr.Chris เรื่อง “ระบบต้านอนุมูลอิสระภายในร่างกาย” ความยาว 1 ชั่วโมง 13 นาที ถอดความยากพอสมควร เพราะการสัมภาษณ์มีกระโดดข้ามหัวข้อไปมา พี่จะสรุปเนื้อหาแบบกระชับ เอาแต่ ใจความสำคัญที่จะเป็นประโยชน์ต่อการดูแลสุขภาพของน้องๆ

หัวข้อมีดังต่อไปนี้ค่ะ มีลักษณะเป็นการถาม-ตอบ

1. ทำไมระบบป้องกันร่างกายด้วยสารต้านอนุมูลอิสระภายใน จึงอาจเป็นปัจจัยที่ถูกประเมินความสำคัญต่อสุขภาพ ต่ำกว่าความเป็นจริงมาก

2. ทำไมทฤษฎีอนุมูลอิสระถึงได้ล้าสมัย และเป็นความเข้าใจผิดอย่างมโหฬารว่า ร่างกายมีความจำเป็นต้องสะเทิ้นอนุมูลอิสระอยู่ตลอดเวลา

3. ความเครียดระดับเซลล์ (oxidative stress) และอนุมูลอิสระ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและระดับพลังงานภายในเซลล์ได้อย่างไร

4. วิตามินและแร่ธาตุใดบ้าง ที่ส่งเสริมให้ระบบต้านอนุมูลอิสระภายในแข็งแกร่ง

5. สองวิธีหลักในการสร้าง ระบบต้านอนุมูลอิสระ ภายใน เพื่อป้องกันความเสื่อมระดับเซลล์ (cellular damage) ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนให้เกิดโรคเรื้อรังหลายชนิด รวมถึงความชรา

คำถามที่ 1 : ระบบต้านอนุมูลอิสระ ภายในร่างกายคืออะไรกันแน่แล้วมันสำคัญต่อสุขภาพอย่างไร

คำตอบ :

› ความเสื่อมของเซลล์เกิดขึ้นตามธรรมชาติเมื่อเราแก่ตัวลง แต่ความเสื่อมสามารถเกิดขึ้นได้ด้วยอัตราเร่งภายใต้สภาวการณ์หนึ่ง

› โดยธรรมชาติ กระบวนการเมตาบอลิสม สร้างอนุมูลอิสระ (oxidant) ซึ่งก่อให้เกิดความเครียดจากปฏิกิริยาออกซิเดชัน (oxidative stress) ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อเนื้อเยื่อได้อยู่แล้ว

› ดังนั้นไม่ว่าเราจะมีสุขภาพดีแค่ไหน เมื่อแก่ตัวลง เราก็จะมีการสะสมอนุมูลอิสระ ที่เกิดจากกระบวนการเมตาบอลิสมมากขึ้นตามธรรมชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

› และถ้าเรายิ่งมีความผิดปรกติทางระบบเมตาบอลิสม (metabolic disorder) เช่นเป็นเบาหวาน เรายิ่งสร้างอนุมูลอิสระมากยิ่งขึ้น

› นอกจากความผิดปกติทางระบบเมตาบอลิสมแล้ว การได้รับสารพิษจากสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นการสูดดมฝุ่น ควันบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ การสัมผัสยาฆ่าแมลง การกินอาหารที่มีสารพิษปนเปื้อน ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้ร่างกายได้รับอนุมูลอิสระมากเกินปกติ ส่งผลเร่งความเครียดที่เกิดจากปฏิกิริยาออกซิเดชัน ภายในไมโตคอนเดรีย

› ทีนี้เรากลับมาดูคำถามสำคัญคือ ทำไมปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้นเพื่อสร้างพลังงานในไมโตคอนเดรียในระบบเมตาบอลิสม จึงสร้างอนุมูลอิสระขึ้นมา

› คำตอบก็คือ อนุมูลอิสระเหล่านี้ มีหน้าที่ปกติที่สำคัญมากในระหว่างกระบวนการสร้างพลังงานซึ่งคือ การป้อนข้อมูลกลับ (feedback) ให้ไมโตคอนเดรียรู้ว่า จำเป็นต้องหยุดการนำเชื้อเพลิงเข้ามาในไมโตคอนเดรีย เพื่อสร้างพลังงานต่อหรือไม่

› ดังนั้นการมีอนุมูลอิสระซึ่งเป็น by product ที่เกิดขึ้นจากกระบวนการสร้างพลังงานในไมโตคอนเดรีย จึงเป็นกลไกธรรมชาติในการป้องกันไมโตคอนเดรียและเซลล์ ซึ่งเซลล์ในร่างกายมีจำนวนเป็นทริลเลี่ยนเซลล์ (10 ยกกำลัง 10) การเกิดอนุมูลอิสระภายในไมโตคอนเดรียของเซลล์จำนวนหนึ่ง จึงไม่ได้ส่งผลในทางลบต่อการทำลายผนังเซลล์ จนกว่าความผิดปกตินี้จะเกิดขึ้นเกินระดับที่เซลล์ที่เหลือจะสามารถทำงานทดแทนได้ เช่นในผู้ที่มีความผิดปรกติของกระบวนการเมตาบอลิสม

คำถามที่ 2 : ทำไมทฤษฎีเก่าที่ว่าด้วยอนุมูลอิสระกับความชราจึงล้าสมัย

คำตอบ :

› จากที่กล่าวข้างต้น อนุมูลอิสระที่สร้างขึ้น เป็น by product ของกระบวนการภายในไมโตคอนเดรีย มันมีหน้าที่สำคัญในการป้อนข้อมูลกลับ เพื่อส่งสัญญาณให้ไมโตคอนเดรียสร้างพลังงานต่อ หรือปิดระบบสร้างพลังงาน เพื่อรักษาสุขภาพไมโตคอนเดรียเอาไว้

› ดังนั้นทฤษฎีที่ว่า อนุมูลอิสระเลวทำลายเซลล์ เราต้องการสารต้านอนุมูลอิสระเพื่อสะเทิ้นอนุมูลอิสระเหล่านี้ และเราต้องทำให้ระดับอนุมูลอิสระภายในเซลล์ต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ จึงไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องนัก ความคิดแบบนี้มีต้นกำเนิดมาจากที่ใด

› Dr.Chris ให้ข้อมูลว่าความคิดเช่นนี้ล้าสมัยไปแล้ว ซึ่งความคิดที่ว่านี้เกิดในช่วงปีพ.ศ. 2528 โดยมีงานวิจัยสำคัญชิ้นหนึ่งตีพิมพ์ออกมา ซึ่งในงานวิจัยนั้นสรุปว่า คำจำกัดความที่ง่ายของ “ความเครียดที่เกิดจากปฏิกิริยาออกซิเดชัน” (oxidative stress) คือ ความไม่สมดุลระหว่างการมีปริมาณอนุมูลอิสระที่มากเกินไป และมีปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระไม่เพียงพอ

› ในกรอบความคิดนี้ เป็นที่มาของการสรุปว่า ร่างกายควรมีปริมาณอนุมูลอิสระต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ซึ่งในปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์พบแล้วว่า ไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้นเสมอไป อนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นเป็น by product ของกระบวนการเมตาบอลิสมในไมโตคอนเดรียนั้น มีบทบาทสำคัญในการควบคุมกระบวนการสร้างพลังงานโดยการให้ข้อมูลป้อนกลับแก่ไมโตคอนเดรีย

› ประเด็นสำคัญ จึงอยู่ที่การแยกความหมายของสองคำนี้ออกจากกัน เพราะมันไม่เหมือนกัน คือคำว่า oxidative stress ซึ่งเกิดขึ้นเป็นปรกติภายในไมโตคอนเดรีย กับ oxidative damage ซึ่งเกิดขึ้นจากการที่ผนังเซลล์ถูกทำลาย ด้วยปฏิกิริยาออกซิเดชั่น จากความผิดปกติของกระบวนการเมตาบอลิสมภายในไมโตคอนเดรียที่เกินขีดจำกัด เช่น ในคนไข้เบาหวาน

› ทฤษฎีที่ว่าด้วยเรื่องการย้อนวัย ซึ่งเริ่มมีงานวิจัยเพิ่มมากขึ้น ซึ่งพี่ปุ๋มเคยเขียนไป 2-3 โพสต์คือ Hormesis ซึ่งเป็นกระบวนการสร้างความเครียดที่เกิดจากปฏิกิริยาออกซิเดชันให้เกิดขึ้นอย่างตั้งใจต่อเซลล์ เช่น การออกกำลังกาย การอบซาวน่า การแช่อยู่ในความเย็นจัด ซึ่งประโยชน์ต่อสุขภาพของ Hormesis เกิดจากการที่ไมโตคอนเดรียต้องปรับตัวต่อความเครียดที่เกิดขึ้น (คล้ายๆการออกกำลังกายให้ไมโตคอนเดรีย) โดยอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นจะ

1. ส่งข้อมูลป้อนกลับให้ไมโตคอนเดรียรักษาระดับการสร้างพลังงานเอาไว้

2. ไมโตคอนเดรียจะช่วยกันรักษาสมดุลพลังงาน เพราะเมื่อมีอนุมูลอิสระเพิ่มขึ้นจากตัวสร้างความเครียดต่างๆ จะส่งสัญญาณให้มีการเพิ่มจำนวนไมโตคอนเดรียใหม่ๆ

3. เป็นการฝึกไมโตคอนเดรียให้ปรับตัวมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จากการสร้างความเครียดระดับ Hormesis

› แต่เมื่อเรายังยึดอยู่กับทฤษฎีอนุมูลอิสระซึ่งล้าสมัยไปแล้ว เราจึงรับประทานสารต้านอนุมูลอิสระก่อนและหลังการออกกำลังกาย ซึ่งแทนที่จะช่วยให้ร่างกายปรับตัวรับกับความเครียดระดับ Hormesis จึงกลายเป็นผลเสียต่อสุขภาพจากการที่ไม่มีอนุมูลอิสระ เพื่อกระตุ้นให้ไมโตคอนเดรียปรับตัวโดยเพิ่มจำนวน หรือทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

คำถามที่ 3 : แล้ว ระบบต้านอนุมูลอิสระ ในร่างกายเกิดขึ้นได้อย่างไร

คำตอบ :

› ไฮโดรเจน เปอร์ออกไซด์ ซึ่งเป็นอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นจากปฏิกิริยาสร้างพลังงานในไมโตคอนเดรีย จะทำหน้าที่เป็นโมเลกุลส่งสัญญาณไปให้ยีน ทั้งในนิวเคลียสและไมโตคอนเดรีย สร้างสารต้านอนุมูลอิสระออกมา

› ระบบป้องกันร่างกายโดยสารต้านอนุมูลอิสระภายในมีขึ้นเพื่อ

1. ป้องกันความผิดปรกติในการทำงานของอนุมูลอิสระ ที่เกิดจากกระบวนการสร้างพลังงาน เพื่อป้อนกลับข้อมูลให้ไมโตคอนเดรีย

2. ทำหน้าที่ป้องกันอย่างเต็มที่ต่อการทำลายผนังเซลล์ (oxidative damage) อันเกิดจากปฏิกิริยาออกซิเดชันที่เกินขีดจำกัด

สารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญ ร่างกายสร้างขึ้นเอง 3 ชนิดคือ

1. Superoxide dismutase ต้องมี Zinc และ Copper เป็น cofactor จะทำหน้าที่สะเทิ้นอนุมูลอิสระ Peroxide ซึ่ง มีฤทธิ์ทำลายล้างมากให้เป็น Hydrogen Peroxide ซึ่งมีฤทธิ์ทำลายล้างน้อยกว่ามากๆ

2. Catalase ต้องมี iron (ธาตุเหล็ก) เป็น Cofactor และ

3. Glutathione ต้องมี Selenium เป็น cofactor ทั้ง 2 และ 3 ทำหน้าที่สะเทิ้น Hydrogen Peroxide ให้เป็น H2O (น้ำ) และ Glutathione reductase ต้องการ niacin, vitamin B3, Riboflavin, Vitamin B2 เป็น cofactor เพื่อทำหน้าที่รีไซเคิลวิตามินซี

ส่วนสารต้านอนุมูลอิสระที่ต้องได้รับจากอาหารคือ โปรตีน วิตามินและแร่ธาตุ

1. วิตามินอี ซึ่งละลายในไขมันจึงจะอยู่ในผนังเซลล์ เพื่อป้องกันความเสียหายให้กับผนังเซลล์

2. วิตามินซี ซึ่งอยู่รอบนอกผนังเซลล์ ช่วยในการรีไซเคิลวิตามินอี

3. กรดอะมิโน 3 ตัว ที่ใช้ในการสร้าง Glutathione คือ ไกลซีน กลูตาเมต ซิสเตอีน

 

คำถามสุดท้าย : 2 วิธีหลักในการสร้าง ระบบต้านอนุมูลอิสระ ภายใน เพื่อป้องกันความเสื่อมระดับเซลล์ (cellular damage) คืออะไร

คำตอบ :

1. สำคัญมากที่ต้องมีการสร้างความเครียดระดับ Hormesis ให้กับเซลล์ ผ่านการออกกำลังกาย การอบซาวน่า การแช่น้ำเย็นจัด การทำ fasting เป็นต้น (พี่แนะนำ การออกกำลังกาย โดยเฉพาะแบบมีแรงต้าน และการทำ fasting แค่ IF 16/8 – 23/1 อย่างสม่ำเสมอก็พอค่ะ)

2. ต้องมีวัตถุดิบในการสร้างสารต้านอนุมูลอิสระ ได้แก่โปรตีน ใช้ในการสร้าง Glutathione วิตามินและแร่ธาตุ เพื่อเป็น cofactors ทั้งหมดนี้ได้จากการรับประทานอาหารธรรมชาติที่มีความหนาแน่นของสารอาหารสูง

 

สรุปเสร็จตอนเที่ยงคืนครึ่ง ตั้งโพสต์เป็นตอน 8.00 น.นะคะ พี่จะเจาะลึก สารต้านอนุมูลอิสระที่ร่างกายสร้างได้เอง ซึ่งทรงพลังมาก คือ Glutathione และ Superoxide Dismutase ในโอกาสต่อไปนะคะ

ขอความมีสุขภาพกายใจที่ดีจงสถิตอยู่กับทุกคน 

 

อ่านบทความอื่นเกี่ยวกับอนุมูลอิสระ

 


Previous articleผมร่วงเพราะกินคีโต /โลว์คาร์บ มีวิธีจัดการอย่างไร
Next articleUnderstanding Autophagy by Dr.Nadir Ali
ภญ.โสภิตา ศิริรัตน์
พี่ปุ๋มเคยมีน้ำหนักถึง 92.8 กิโลกรัม เข้าข่ายอ้วนระดับอันตรายเลยค่ะ ปัจจุบันพี่ปุ๋มน้ำหนักลดลง 15 กิโลกรัม เอวลดลง 5 นิ้ว ไขมันลดลงไป 4.8% ซึ่งถึงแม้จะยังมีไขมันส่วนเกินที่ต้องขจัดออกอีกก็ตาม พี่ปุ๋มก็อยากจะแชร์ความรู้ที่ได้จากการอ่านหนังสือสุขภาพดีๆเยอะมาก รวมทั้งตำราวิชาการอื่นๆ นำมาปฏิบัติกับตัวเอง จนเข้าใจการทำงานของร่างกายในการสะสมและขจัดไขมันออก จึงอยากแบ่งปัน และอยากจะให้ทุกคนได้เห็นพัฒนาการการขจัดไขมันของพี่ต่อไป พร้อมๆกับชวนเพื่อนๆให้มาขจัดไขมันส่วนเกินไปด้วยกัน