รู้จริงเรื่อง “คีโต” จากงานวิจัย


โภชนาการแบบ คีโต : บทสรุปการใช้ทางคลินิก อาการข้างเคียง ความปลอดภัย อ้างอิงจากงานวิจัย 105 ฉบับ (ตอนที่ 1)
แหล่งข้อมูล : https://examine.com/supplements/keto/#effect-matrix
ตัวเลขที่อยู่ในวงเลบ […] คือหัวข้องานวิจัยที่อยู่ในแหล่งข้อมูลอ้างอิง

 

แนะนำ Examine.com

ก่อนที่จะเข้าเรื่อง คีโต พี่ขอแนะนำให้รู้จัก Examine.com ที่เป็นผู้สรุปเรื่องนี้ให้น้องๆรู้จักกันก่อน Examine.com เป็นบริษัทการศึกษาที่ก่อตั้งในปี 2554 นำโดยทีมผู้เชี่ยวชาญ ทั้ง PhD, นักวิจัย เภสัชกร นักกำหนดอาหารที่ได้รับการรับรอง 

Examine.com คือ Encyclopedia อิสระทางด้านโภชนาการและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ที่ไม่ขึ้นกับองค์กรใด องค์กรนี้ไม่ขายผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และไม่มีส่วนได้ส่วนเสียจากผลิตภัณฑ์ของบริษัทใดทั้งสิ้น 

เมื่อเขาค้นหางานวิจัยเพื่อเขียนสรุปเรื่องใด เขาจะอ้างอิงข้อมูลที่ทำให้ได้ภาพกว้างครอบคลุม โดยมีงานวิจัยอ้างอิงในการทำงานมากกว่า 50,000 ฉบับ บนเว็บไซต์ สินค้าของเขาคือ รายงานขนาดใหญ่ที่มี evidence based data สนับสนุน

เมื่อเขาแนะนำผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใด หรือแจ้งว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดไม่มีผลต่อสุขภาพ มันไม่มีผลกระทบอะไรต่อกำไรขาดทุนของบริษัท

Examine.com คือประเทศสวิตเซอร์แลนด์แห่งโภชนาการและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ในแต่ละเดือนมีผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์มากกว่า 2.5 ล้านครั้ง ได้รับความไว้วางใจให้เป็นแหล่งข้อมูลทางด้านโภชนาการและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากบุคคลากรทางการแพทย์ทั่วโลก

ในบทความนี้ Examine.com สรุปโภชนาการแบบคีโต ให้ทุกคนได้อ่านฟรี อ้างอิงจากงานวิจัย 105 ฉบับ ส่วนฉบับเต็ม 246 หน้า เขาขายข้อมูลค่ะ ซึ่งพี่ปุ๋มก็ซื้อมาเรียบร้อย (ต้องสนับสนุนความรู้ที่เขาช่วยย่อยให้เราค่ะ) มาเริ่มกันเลย

 

ประวัติโภชนาการแบบ คีโต 

มนุษย์ใช้คีโตนบอดี้เป็นวัตถุดิบในการสร้างพลังงานเสมอ ถึงแม้ว่าคุณจะไม่เคย “เข้า คีโต ” มาก่อนเลยก็ตาม นั่นเป็นเพราะว่า คีโตนจะปรากฏอยู่ในกระแสเลือดที่ระดับต่ำๆเสมอ เมื่อมนุษย์หยุดกินอาหารแค่ระยะสั้นๆ เช่นช่วงเวลานอนหลับ โดยขณะนั้นจะทำหน้าที่เป็นแหล่งพลังงานราว 2-6% ของความต้องการพลังงาน และสามารถกระโดดไปเป็น 30 ถึง 40% หลังจากหยุดกินอาหาร 3 วัน [23]

ประวัติอย่างเป็นทางการของคีโตน เริ่มในช่วงปีค.ศ. 1920 ถึง 1930 เพื่อใช้ในการรักษาโรคลมชัก ถึงแม้ว่าจะพบคีโตนบอดี้ครั้งแรกตั้งแต่ช่วงกลางศตวรรษ 1800 (ราว ๆ ค.ศ.1850) โดยพบในปัสสาวะของคนไข้เบาหวาน [24]

ตั้งแต่ปีค.ศ.1900 เป็นต้นมา มีการใช้โภชนาการแบบ คีโต น้อยลงเรื่อยๆ เพราะมียารักษาโรคลมชักเข้ามาแทนที่ โภชนาการแบบ คีโต เพิ่งกลับเข้ามาอยู่ในความสนใจอีกครั้งในช่วงต้นปี ค.ศ.2000 โดยในขณะนั้นรู้จักกันในนาม Modified Atkins Diet เพื่อใช้รักษาโรคลมชักที่ใช้ยาแล้วไม่ได้ผล (Intractable seizures) [26]

ในงานวิจัยสมัยใหม่ เราจะได้เห็นการใช้คำว่า ketogenic diet สลับไปมากับ low carb ketogenic diet (LCKD) [27] หรือ very low carb ketogenic diet (VLCKD) [28] นอกจากนั้นเราจะได้เห็นโภชนาการแบบคีโตในอีกหลากหลายรูปแบบ [29][30]

 

5 วิธีที่จะทำให้ระดับคีโตนสูงในเลือด

 

5 วิธีที่จะทำให้ระดับคีโตนสูงในเลือด

1 การหยุดกินอาหาร (Fasting) เป็นวิธีที่ง่ายที่สุด เมื่อไกลโคเจนสะสมถูกใช้จนหมด ระดับคีโตนก็จะค่อยค่อยๆเพิ่มขึ้น [31]

2 การออกกำลังกายเป็นระยะเวลานาน โดยเฉพาะถ้าบริโภคโภชนาการแบบคาร์บต่ำร่วมด้วย [32]

3 ภาวะเบาหวาน ไม่ใช่เฉพาะเบาหวานประเภทที่1 และ 2 ที่พึ่งอินซูลินเท่านั้น แต่ในเบาหวานประเภทที่ 2 ที่ไม่พึ่งอินซูลินด้วย [33][34] และถึงแม้ในคนที่ยังไม่ได้เป็นเบาหวาน การเพิ่มระดับคีโตนในเลือด เป็นตัวทำนายการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดทีไร้ประสิทธิภาพ และทำนายความเสี่ยงในการพัฒนาเป็นเบาหวานในโอกาสต่อไป [35]

4 การรับประทานคีโตนเสริม (exogenous ketone) หรือบริโภคไขมันจากมะพร้าวที่มี MCT สูง ซึ่งจะเพิ่มระดับคีโตนในเลือดได้ โดยไม่ต้องรับประทานโภชนาการคาร์บต่ำ [36][37]

5 โภชนาการแบบคีโต จะสร้างระดับคีโตนที่คงอยู่นานในกระแสเลือด จากการบริโภคคาร์บต่ำ นอกจากนั้นยังเสริมการรับประทานคีโตนร่วมไปกับโภชนาการแบบคีโตได้ หรือใช้โภชนาการที่มี MCT ร่วมกับการบริโภคคาร์บให้เพิ่มสูงกว่าแบบคีโตทั่วไปในคนไข้ลมชัก [38]

 

“คีโต” โภชนาการยอดฮิต

คีโต เป็นโภชนาการที่มีคน Google มากที่สุดในปีพ.ศ. 2561 โภชนาการแบบนี้จำกัดการบริโภคคาร์โบไฮเดรตให้น้อยกว่า 50 กรัมต่อวัน ซึ่งโดยทั่วไป พบว่า ช่วยลดความอยากอาหาร และการบริโภคเกินได้ โดยเฉพาะลดการบริโภคอาหารที่ออกแบบให้มีรสชาติอร่อยล้ำ (Hyperpalatble easy to overeat foods)

อย่างไรก็ดี จากการศึกษาที่บทความนี้สรุปจำนวน 105 ฉบับ ก็ไม่พบว่าโภชนาการแบบคีโต จะมีข้อได้เปรียบในการลดน้ำหนักมากกว่าโภชนาการแบบคาร์บสูงแต่อย่างใด ถึงแม้ว่าผลลัพธ์ที่ได้จะแตกต่างไปในแต่ละบุคคลก็ตาม 

โภชนาการแบบคีโต มีศักยภาพในการรักษาโรคได้หลากหลาย นอกเหนือจากงานวิจัย 105 ฉบับที่นำมาสรุปในบทความนี้ ก็ยังมีงานวิจัยที่อยู่ในระหว่างการทำงานอยู่อีกมากกว่า 140 งานวิจัยเลยทีเดียว (มีลิ้งค์อยู่ในบทความให้แล้วค่ะ)

 

ข้อมูลเบื้องต้น โภชนาการแบบคีโตคืออะไรและแตกต่างจากโภชนาการแบบคาร์บต่ำอย่างไร

 

สรุปข้อมูลทั่วไป

 

1 ข้อมูลเบื้องต้น โภชนาการแบบคีโตคืออะไรและแตกต่างจากโภชนาการแบบคาร์บต่ำอย่างไร

 

โดยทั่วไปในงานวิจัยจะระบุ ปริมาณคาร์บ ที่น้อยกว่า 50 กรัมต่อวันว่าเป็นโภชนาการแบบ คีโต

คาร์บระหว่าง 50-150 กรัมต่อวัน เรียกว่าโภชนาการแบบคาร์บต่ำ [1] [2]

เมื่อคนส่วนใหญ่บริโภคคาร์บน้อยกว่า 50 กรัมต่อวัน ร่างกายจะเริ่มผลิตคีโตนบอดี้ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการสลายกรดไขมัน และถูกเซลล์นำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการสร้างพลังงานแทนที่กลูโคส

 

2 เพราะอะไรโภชนาการแบบคีโตจึงช่วยเรื่องสุขภาพ

 

ผลกระทบของโภชนาการแบบคีโตต่อสุขภาพไม่สามารถอธิบายได้ง่าย โดยปรกติเราพบว่า สมองและระบบประสาทต้องการกลูโคสเป็นวัตถุดิบในการสร้างพลังงาน การที่เซลล์สมองเปลี่ยนมาใช้คีโตนเป็นวัตถุดิบในการสร้างพลังงาน ถือเป็นโลกใหม่ของเซลล์เลยทีเดียว ประโยชน์ต่อสุขภาพของโภชนาการแบบคีโตทางด้านระบบประสาท ที่มีการศึกษากันก็คือ ในโรคลมชัก นอกจากนั้นก็ยังมีงานวิจัยที่กำลังทำอยู่ในโรคทางระบบประสาทอีกหลายโรค

นอกเหนือจากประโยชน์ต่อสมองแล้ว ประโยชน์ต่อสุขภาพอื่นค่อนข้างซับซ้อน โภชนาการแบบคีโต ได้รับการกล่าวอ้างถึงการช่วยลดน้ำหนักได้มากกว่าโภชนาการแบบอื่น แต่หลักฐานงานวิจัยที่สนับสนุนคำกล่าวอ้างนี้ก็ยังมีลักษณะผสมผสาน มีแนวโน้มว่าโภชนาการแบบคีโต มีประสิทธิภาพในการช่วยในการลดน้ำหนักได้ดีพอๆกับโภชนาการแบบอื่น ซึ่งได้จากการสรุปงานวิจัยแบบ meta-analysis จำนวน 32 ฉบับ ซึ่งเปรียบเทียบปริมาณคาร์บที่ระดับต่างๆกัน [3]

ประโยชน์ของโภชนาการแบบคีโตต่อสุขภาพที่หลากหลาย อาจมาจากการจำกัดปริมาณคาร์โบไฮเดรต [4] การหลีกเลี่ยงอาหารขยะที่มีแป้งผ่านกระบวนการเป็นส่วนประกอบ [5] [6] และ/หรือ ประโยชน์จากคีโตนบอดี้เอง [7] [8] [9]

 

3 โภชนาการแบบคีโตปลอดภัยไหม มีอันตรายใดต่อสุขภาพหรือไม่

 

มีคำกล่าวอ้างซึ่งดูมีเหตุผล ที่ต้องการหลักฐานพิสูจน์ 3 ประการ ในการสรุปว่า โภชนาการแบบคีโตอาจจะไม่ปลอดภัยทั้งหมด

 

3.1 คำกล่าวอ้างที่ว่าระดับคีโตนที่สูงในเลือด อาจเป็นอันตราย

ซึ่งคำกล่าวอ้างนี้ไม่เป็นความจริง เนื่องจากไม่พบรายงานภาวะ ketoacidosis (ภาวะที่มีระดับคีโตนในเลือดเป็นอันตรายในผู้ป่วยเบาหวาน) ในกลุ่มเบาหวานที่ควบคุมการได้รับยาดี ซึ่งศึกษาในงานวิจัยโภชนาการแบบคีโตฉบับหนึ่ง ซึ่งกินระยะเวลา 2 ปี [10] 

อย่างไรก็ดี มีรายงานเคสภาวะ ketoscidosis เป็นเคสแรกในสตรีที่ได้รับโภชนาการแบบคีโต ไม่มีภาวะเบาหวาน และอยู่ในระยะให้นมบุตร [11] หลังจากนั้นก็มีรายงานเคสคนสุขภาพดี ไม่ได้อยู่ในระหว่างให้นมบุตร ไม่มีภาวะเบาหวาน ประสบกับภาวะ ketoacidosis เมื่อได้โภชนาการแบบคีโต [12]

คีโตนบอดี้มีฤทธิ์เป็นกรดโดยธรรมชาติ ถึงแม้ว่าค่าความเป็นกรดในเลือด จะถูกควบคุมเป็นอย่างดีโดยไต และปอด และในทางทฤษฎีมีความเป็นไปได้ที่คีโตนจะทำให้เกิดภาวะเป็นกรดอย่างอ่อนในเลือดก็ตาม แต่งานวิจัยก็ไม่ได้แสดงให้เห็นถึงอาการข้างเคียงนี้ จากผลของการผลิตคีโตนอย่างต่อเนื่อง [13]

 

3.2 ความกังวลที่ว่า เมื่อใช้โภชนาการแบบคีโตในระยะยาว โดยไม่ได้รับคาร์โบไฮเดรตที่เพียงพอ อาจเป็นอันตรายต่อร่างกายได้

เรื่องนี้ก็ไม่เป็นความจริง เนื่องจากคาร์โบไฮเดรตไม่ได้เป็นสารอาหารที่จำเป็น (essential nutrient) ร่างกายสามารถสร้างกลูโคสที่ต้องการได้ด้วยกระบวนการ Gluconeogenesis โดยไม่ต้องรับประทานคาร์โบไฮเดรตจากอาหารและเครื่องดื่มเลย [14] อย่างไรก็ดียังไม่มีงานวิจัยระยะยาว 5-10 ปี เพื่อศึกษาผลกระทบนี้ หรือผลกระทบทางลบของโภชนาการแบบคีโตต่อสุขภาพด้านอื่น ที่ยังไม่มีการศึกษา

 

3.3 มีคำกล่าวอ้างถึงอันตรายจากการบริโภคโภชนาการที่ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์จากสัตว์ในปริมาณสูง

โภชนาการแบบคีโต ดูเหมือนว่าจะมีการบริโภคผลิตภัณฑ์จากสัตว์ในปริมาณสูง คำกล่าวอ้างนี้ยากมาก ที่จะประเมินออกมาว่าใช่หรือไม่ใช่ เนื่องจากงานวิจัยจำนวนมากเกี่ยวกับเรื่องนี้ ได้ผลสรุปออกมาหลากหลาย

สิ่งที่เราพอจะสรุปได้จากงานวิจัยเหล่านี้คือ มีผลสรุปออกมาคละกัน และมีความแตกต่างขึ้นกับประเภทของผลิตภัณฑ์ที่ได้มาจากสัตว์ เช่นถ้าเป็นการบริโภคปลา งานวิจัยก็จะแสดงผลในทางเอื้อประโยชน์ต่อความมีอายุยืนยาว [15] [16]

เนื่องจากการทำงานวิจัยแบบสุ่มที่มีระยะเวลานานมากกว่า 10 ปีนั้นเป็นไปได้ยาก เราจึงต้องพึ่งหลักฐานที่ไม่ได้สมบูรณ์แบบอย่างที่ต้องการ ยกตัวอย่างเช่น ในการศึกษาแบบ prospective ชิ้นหนึ่ง พบว่าการบริโภคเนื้อแดงที่ผ่านกระบวนการ (processed red meat) มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับการเพิ่มการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุ และการเกิดโรค ในขณะที่การบริโภคเนื้อแดงธรรมชาตินั้น (unprocessed red meat) พบความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุ และการเกิดโรค น้อยกว่ามากหรือแทบไม่พบเลย [17][18][19]

การบริโภคไข่ แทบจะไม่พบอันตรายต่อการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุและการเกิดโรคเลย อย่างไรก็ดี มีบางงานวิจัยที่พบความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคไข่ในปริมาณสูงกับการเกิดโรค [22]

บทความนี้กล่าวว่า ผลสรุปของการวิเคราะห์งานวิจัยแบบ meta-analysis แตกต่างกันได้ ขึ้นอยู่กับระยะเวลางานวิจัย (ระยะยาวปานกลาง vs ระยะยาว) criteria ในการเลือกงานวิจัยเข้ามา หรือการตัดออก เพื่อนำมาวิเคราะห์ และปัจจัยอีกมากมาย เช่น มีอคติจากการได้รับทุนวิจัยจากอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์และไข่หรือไม่ และปริมาณของผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ธรรมชาติที่บริโภค 

ดังนั้นคำกล่าวอ้างข้อที่ 3.3 นี้ จึงยังคงเป็นคำถามเปิดกว้างที่ยังไม่มีข้อสรุปชัดเจน จากการที่มีอุปสรรคในการทำงานวิจัยในลักษณะที่เป็นระยะยาวแบบสุ่มทดลอง (Long term randomized controlled trial)

 

จบตอนที่ 1 แต่เพียงแค่นี้ก่อน ในตอนจบพี่จะสรุปบทความนี้ต่อ ซึ่งเป็นเรื่อง

1. ระดับความน่าเชื่อถือของโภชนาการแบบคีโต ที่มีต่อตัวแปรสุขภาพ ค่าชีวเคมีในเลือด 77 รายการ เพื่อแสดงถึงศักยภาพของโภชนาการแบบนี้ในการรักษาโรค โดยบทความนี้จะประเมินความน่าเชื่อถือในศักยภาพของโภชนาการแบบคีโต ผ่านหลักฐานงานวิจัยเฉพาะที่ทำในมนุษย์เท่านั้น 

2. ความปลอดภัย และอาการข้างเคียง

3. โภชนาการแบบคีโต ช่วยให้ปฏิบัติตามได้เป็นระยะเวลานาน ดีกว่าโภชนาการแบบอื่นหรือไม่

 

 

รออ่านตอนจบนะคะ

ขอความมีสุขภาพกายใจที่ดี จงสถิตอยู่กับทุกคน

 

อ่านบทความอื่นๆเกี่ยวกับ คีโต