ทำไม…หัวใจไม่เป็นมะเร็ง ตอนจบ


Why the heart does not get cancer
โดย : Dr.Stephen Hussey
แหล่งข้อมูล : https://www.resourceyourhealth.com/post/why-the-heart-does-not-get-cancer

 

เนื้อหาตอนที่ 1

พี่ได้สรุปถึงกลไกที่เซลล์ปรกติสามารถกลายสภาพเป็นเซลล์มะเร็งโดยอ้างอิงทฤษฎีมะเร็งของทั้ง Dr.Otto Warburg, Dr.Dominic D’Agostino และ Prof.Thomas Seyfried ว่า

1. มะเร็งคือความผิดปรกติของระบบเมตาบอลิสมภายในเซลล์ ที่ทำให้ไมโตคอนเดรียหยุดสร้างพลังงานโดยใช้ออกซิเจน (Oxidative Phosphorylation) เปลี่ยนมาสร้างพลังงานโดยไม่ใช้ออกซิเจน (Glycolysis และ Lactate Fermentation)
2. การกลายสภาพเป็นเซลล์มะเร็งเป็นความอยู่รอดระยะสั้นทางเดียวที่เซลล์รู้จัก
3. อนุมูลอิสระที่ท่วมท้นสร้างความเสียหายให้ไมโตคอนเดรีย ซึ่งปัจจัยหนึ่งที่ก่อให้เกิดอนุมูลอิสระท่วมท้นก็คือ การบริโภคคาร์โบไฮเดรตปริมาณสูงเป็นระยะเวลานาน

กดอ่านบทความตอนที่ 1

สำหรับโพสต์ตอนสุดท้ายของบทความนี้ พี่จะสรุปต่อเรื่องสำคัญว่า ทำไมหัวใจไม่เป็นมะเร็ง เริ่มกันเลยค่ะ

 

กล้ามเนื้อหัวใจ

กล้ามเนื้อหัวใจ (Cardiac muscle) เป็นเนื้อเยื่อที่ประกอบไปด้วยเซลล์ที่มีไมโตคอนเดรียหนาแน่นที่สุดในร่างกายมนุษย์ เพราะหัวใจทำงานไม่เคยหยุดพัก จึงต้องการพลังงานตลอดเวลา และใช้ออกซิเจนในปริมาณมหาศาล เพื่อสร้างพลังงาน (ATP)

อวัยวะส่วนใหญ่ในร่างกาย ชอบใช้กรดไขมันมากกว่ากลูโคส เพื่อเป็นวัตถุดิบในการสร้างพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกล้ามเนื้อหัวใจ การใช้กรดไขมันของกล้ามเนื้อหัวใจแตกต่างจากเนื้อเยื่ออวัยวะอื่นคือ

1. ร่างกายสร้างกลไกเพื่อให้มั่นใจว่า กล้ามเนื้อหัวใจจะไม่ถูกบังคับให้ต้องใช้กลูโคสเป็นวัตถุดิบในการสร้างพลังงาน ซึ่งแตกต่างจากเนื้อเยื่อประเภทอื่นที่เมื่อมีระดับกลูโคสในเลือดสูง มันจะถูกบังคับให้ใช้กลูโคสก่อนกรดไขมัน ซึ่งทำให้เนื้อเยื่ออวัยวะอื่นมีความเสี่ยงที่จะกลายสภาพเป็นเซลล์มะเร็งตามทฤษฎี Metabolic Theory of Cancer (กลับไปอ่านสรุปบทความตอนที่ 1) ได้ง่ายกว่าหัวใจ กลไกที่ร่างกายสร้างให้กับหัวใจโดยเฉพาะ 2 อย่างคือ

› มีเส้นทางขนส่งกรดไขมันมาให้กล้ามเนื้อหัวใจโดยตรง ด้วยไคโลไมครอน (Chylomicron) ผ่านระบบท่อน้ำเหลืองทรวงอก (Thoracic Lymphatic Duct) ไคโลไมครอน สร้างขึ้นภายในเซลล์ดูดซึมอาหารที่ลำไส้เล็ก เป็นเรือที่บรรทุกกรดไขมัน คอเลสเตอรอล ที่ได้มาจากการย่อยและดูดซึมไขมันจากอาหาร เพื่อลำเลียงมาส่งกล้ามเนื้อหัวใจโดยตรง

จึงเป็นกลไกที่ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจไม่ถูกบังคับให้ต้องใช้กลูโคสเพื่อเป็นวัตถุดิบในการสร้างพลังงาน ถึงแม้ว่าจะมีระดับกลูโคสในเลือดสูง นอกจากนั้นเมื่อไมโตคอนเดรียใช้กรดไขมันเป็นวัตถุดิบในการสร้างพลังงาน จะผลิตอนุมูลอิสระน้อยกว่าใช้กลูโคสถึง 30% (อ้างอิงข้อมูลจากหนังสือ Fat For Fuel โดย Dr.Joseph Mercola ถือว่าเป็นการรักษาสุขภาพของไมโตคอนเดรียกล้ามเนื้อหัวใจไปด้วย

› กลไกที่ 2 คือ กล้ามเนื้อหัวใจจะมีวิถีส่งสัญญาณ (Direct signaling) ถึงเนื้อเยื่อไขมันในร่างกายโดยตรง ให้ขนส่งกรดไขมันมายังกล้ามเนื้อหัวใจ

ทั้งสองกลไกนี้ ถือว่าเป็นความมหัศจรรย์ของการสร้างหัวใจ ไม่ให้ถูกกดดันเพื่อใช้กลูโคสเป็นวัตถุดิบในการสร้างพลังงาน แบบใช้ออกซิเจน

2. นอกจากนั้น ร่างกายยังสร้างปราการด่านที่ 2 ขึ้นมาช่วยเหลือหัวใจให้เป็นมะเร็งได้ยากมากขึ้นไปอีก โดยผ่านการควบคุมของระบบประสาทอัตโนมัติ (Autonomic Nervous System-ANS) ซึ่งประกอบด้วยระบบประสาทซิมพาเทติก (Sympathetic Nervous System-SNS) และ ระบบประสาทพาราซิมพาเทติก (Parasympathetic Nervous System-PNS) ซึ่งPNS ผ่านเส้นประสาท vagus

› มีปัจจัยเพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่จะบังคับให้กล้ามเนื้อหัวใจต้องเปลี่ยนมาใช้กลูโคสเป็นวัตถุดิบในการสร้างพลังงาน นั่นคือ ความเครียดเรื้อรังค่ะ ซึ่งทำให้ระบบประสาทอัตโนมัติเสียสมดุล เรามาทำความเข้าใจที่สำคัญมากกันค่ะว่า มันจะเกิดอะไรขึ้นกับกล้ามเนื้อหัวใจถ้ามีความเครียดเรื้อรัง แล้วเกี่ยวข้องกับการที่หัวใจเป็นมะเร็งได้ยากอย่างไร

› ในการควบคุมสมดุลการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ จะผ่านการสร้างสมดุลของระบบประสาทซิมพาเทติก และระบบประสาทพาราซิมพาเทติก โดยจะใช้โมเลกุลส่งสัญญาณ 2 ชนิด (Signaling molecules) คือ cAMP (cyclic AMP) และ cGMP (cyclic GMP)
(รูปที่ 1)

รูปที่ 1 : การควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ ในภาวะเครียดปรกติ ผ่านระบบประสาทอัตโนมัติ ทั้ง SNS และ PNS เมื่อมีความเครียด จะกระตุ้น SNS —> เพิ่มระดับ cAMP —> มีการเพิ่มการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ (เต้นแรงเร็วขึ้น) ในขณะที่ PNS จะเป็นระบบประสาทที่สร้าง cGMP และร่วมกับ NO ในการยับยั้ง cAMP ผลลัพธ์คือ กล้ามเนื้อหัวใจกลับมาทำงาน (เต้น) เป็นปรกติ
รูปที่ 1 : การควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ ในภาวะเครียดปรกติ ผ่านระบบประสาทอัตโนมัติ ทั้ง SNS และ PNS เมื่อมีความเครียด จะกระตุ้น SNS —> เพิ่มระดับ cAMP —> มีการเพิ่มการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ (เต้นแรงเร็วขึ้น) ในขณะที่ PNS จะเป็นระบบประสาทที่สร้าง cGMP และร่วมกับ NO ในการยับยั้ง cAMP ผลลัพธ์คือ กล้ามเนื้อหัวใจกลับมาทำงาน (เต้น) เป็นปรกติ

 

› ระดับ cAMP จะเพิ่มขึ้นเมื่อมีการกระตุ้นระบบประสาทซิมพาเทติก โดยความเครียด ส่วนระดับ cGMP จะเพิ่มขึ้นเมื่อมีการกระตุ้นระบบประสาทพาราซิมพาเทติก เมื่ออยู่ในภาวะผ่อนคลาย ทั้ง cAMP และ cGMP จะทำงานคานอำนาจกัน เพื่อสร้างสมดุลการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ

› ข้อมูลสำคัญอย่างหนึ่งคือ จะเกิดภาวะผ่อนคลายต่อกล้ามเนื้อหัวใจ (ไม่ต้องเต้นอย่างรุนแรง) ระดับ cGMP ต้องเพิ่มขึ้น แต่ระดับ cGMP จะเพิ่มได้ก็ต่อเมื่อ ระดับไนตริกออกไซด์ (Nitric Oxide-NO) ซึ่งสร้างจากผนังหลอดเลือดแดง ต้องเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งต่างจาก cAMP ที่เมื่อมีความเครียดระดับ cAMP จะเพิ่มขึ้นทันที เพื่อเพิ่มการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ

› ความเครียดระดับปรกติที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา ไม่ได้ทำให้ระบบประสาทอัตโนมัติเสียสมดุล จนทำให้เกิดการกดดันกล้ามเนื้อหัวใจให้หันไปใช้กลูโคสเป็นวัตถุดิบในการสร้างพลังงานได้ง่ายๆ แต่มันคือความเครียดเรื้อรังที่ไม่ได้รับการแก้ไขต่างหาก

› ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์การแพทย์มีความชัดเจนว่า ความเครียดเรื้อรังสร้างอนุมูลอิสระจำนวนมากภายในเซลล์ ซึ่ง จำเป็นต้องใช้สารต้านอนุมูนอิสระที่ร่างกายสร้างขึ้นมาเพื่อสะเทิ้นอนุมูลอิสระเหล่านั้น

› ซึ่งหนึ่งในสารต้านอนุมูลอิสระที่ร่างกายสร้างขึ้นมาก็คือ ไนตริกออกไซด์ (NO) ดังนั้นเมื่อมีความเครียด ผนังเซลล์หลอดเลือดแดงจะสร้าง NO เพิ่มขึ้น เพื่อทำงานร่วมกับ cGMP ในการคานอำนาจ cAMP

› ดังนั้นแทนที่มันจะมีปริมาณ NO เพียงพอ ที่จะทำงานร่วมกับ cGMP มันถูกกลับนำไปใช้สะเทิ้นอนุมูลอิสระที่เกิดจากความเครียดเรื้อรังแทน ส่งผลให้ cGMP ไม่สามารถคานอำนาจ cAMP ได้ดี การที่ปล่อยให้ cAMP ทำงานอยู่ฝ่ายเดียว มีผลกระทบต่อการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ ซึ่งถึงแม้จะเป็นปราการด่านที่ 2 ที่จะทำให้หัวใจเป็นมะเร็งได้ยากก็ตาม แต่ก็ไม่ได้เป็นปราการป้องกันที่ดีต่อหัวใจ และไม่อยากให้เกิดขึ้นเลยค่ะ
(ดูรูปที่ 2 ประกอบ พี่วางลิ้งค์บทความเพิ่มเติมให้ด้วยค่ะ)

http://heartattacknew.com/faq/what-is-the-connection-between-oxidative-stress-and-heart-attacks/

รูปที่ 2 : เมื่อมีความเครียดเรื้อรัง —> กระตุ้นระบบประสาทซิมพาเททิก (SNS) —> cAMP เพิ่มต่อเนื่อง —> กล้ามเนื้อหัวใจทำงานหนักตลอดเวลา (สังเกตลูกศรหนามาก) โดยระบบประสาทพาราซิมพาเททิก (PNS) ทำหน้าที่คานอำนาจได้ไม่ดีพอ จากการที่มีปริมาณไนตริกออกไซด์ (NO) ไม่เพียงพอ ที่จะมาช่วย cGMP ในการยับยั้งฤทธิ์ของ cAMP ส่งผลให้เกิดภาวะหัวใจวาย
รูปที่ 2 : เมื่อมีความเครียดเรื้อรัง —> กระตุ้นระบบประสาทซิมพาเททิก (SNS) —> cAMP เพิ่มต่อเนื่อง —> กล้ามเนื้อหัวใจทำงานหนักตลอดเวลา (สังเกตลูกศรหนามาก) โดยระบบประสาทพาราซิมพาเททิก (PNS) ทำหน้าที่คานอำนาจได้ไม่ดีพอ จากการที่มีปริมาณไนตริกออกไซด์ (NO) ไม่เพียงพอ ที่จะมาช่วย cGMP ในการยับยั้งฤทธิ์ของ cAMP ส่งผลให้เกิดภาวะหัวใจวาย

 

› เพราะเมื่อใดก็ตามที่มีระดับ cAMP สูงอย่างเรื้อรัง โดย cGMP คานอำนาจได้ไม่เพียงพอ กล้ามเนื้อหัวใจจะถูกบังคับให้ใช้กลูโคสเป็นวัตถุดิบในการสร้างพลังงาน เพราะมันคิดว่ากล้ามเนื้อหัวใจต้องการพลังงานเร่งด่วนในการหนีภัยคุกคาม และกลูโคสก็เป็นวัตถุดิบที่ใช้สร้างพลังงานได้รวดเร็วกว่ากรดไขมัน

› การเร่งสร้างพลังงานจากการใช้กลูโคสเป็นวัตถุดิบ จะเกิดการคั่งของกรดแลคติกและไฮโดรเจนไอออนภายในกล้ามเนื้อหัวใจ ลองนึกถึงตอนที่เราวิ่งเร็วมาก (Sprint)โดยไม่ได้วอร์มร่างกาย จะเกิดอาการปวดกล้ามเนื้อจากการคั่งของกรดแลคติก

› ถ้าเป็นกล้ามเนื้อขา แค่เราหยุดวิ่ง กรดแลคติกที่คั่งก็จะถูกกำจัดออกไป แต่เมื่อเป็นกล้ามเนื้อหัวใจ มันไม่สามารถหยุดเต้นได้ ยิ่งเป็นการเพิ่มปริมาณกรดแลคติกให้คั่งอยู่ในกล้ามเนื้อหัวใจ ตรงนี้สำคัญมากค่ะ เพราะผลลัพธ์คือ การคั่งของกรดแลคติก ทำให้เนื้อเยื่อหัวใจบวม ขัดขวางการส่งเลือดไปเลี้ยงหัวใจ นำไปสู่ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย และหัวใจวายในที่สุด

› ดังนั้นปราการด่านที่ 2 ที่ร่างกายสร้างขึ้นมา จะส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจตายเสียก่อนที่ไมโตคอนเดรียจะเสียหายจากอนุมูลอิสระ จนหยุดสร้างพลังงานแบบใช้ออกซิเจน แล้วนำไปสู่การกลายสภาพเป็นเซลล์มะเร็งเหมือนกับเนื้อเยื่ออวัยวะชนิดอื่น ค่ะ ไม่รู้ว่าควรจะดีใจหรือเศร้าใจดีค่ะ เพราะถึงแม้ไม่ตายจากมะเร็งหัวใจ ก็กลายเป็นตายจากภาวะหัวใจวายแทน

เป็นอันว่าน้องๆได้ข้อมูลครบถ้วนแล้วนะคะว่า ทำไมหัวใจถึงเป็นมะเร็งได้ยากมากๆ

การประยุกต์ความรู้จากบทความนี้ เพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพ

(พี่ปุ๋มเขียนสรุปให้เองไม่ได้มีอยู่ในบทความต้นฉบับ)

1. เมื่อเราทราบว่า ถ้าไมโตคอนเดรียเสียหาย จากอนุมูลอิสระที่ท่วมท้น จะนำไปสู่การหยุดสร้างพลังงานโดยการใช้ออกซิเจน ซึ่งก็จะเพิ่มโอกาสให้เกิดการกลายสภาพจากเซลล์ปรกติไปเป็นเซลล์มะเร็ง เราจึงสมควรที่จะต้องรักษาไมโตคอนเดรียให้แข็งแรงอยู่เสมอ พี่ปุ๋มวางโพสต์เก่าให้น้องได้ทบทวนกันอีกครั้ง ซึ่งเป็น Infographic ที่พี่ตุ้นทำ เรื่อง 9 วิธีรักษาไมโตคอนเดรียให้แข็งแรง https://fatoutkey.com/9-keys-to-keep-your-mitocondria-healthy-infographic/

2. ในบทความ Dr.Stephen Hussey อธิบายชัดเจนว่า การบริโภคคาร์โบไฮเดรตในปริมาณสูงเป็นระยะเวลายาวนาน สร้างปริมาณอนุมูลอิสระในไมโตคอนเดรียได้เลวร้ายกว่าการได้รับสารพิษจากสิ่งแวดล้อมในชีวิตประจำวันเสียอีก เราจึงสมควรที่จะลดปริมาณการบริโภคคาร์โบไฮเดรต โดยเฉพาะคาร์โบไฮเดรตที่เป็น Empty calorie เช่น น้ำตาล แป้งผ่านขบวนการ เพื่อให้เซลล์เปลี่ยนโหมดมาใช้กรดไขมันเป็นวัตถุดิบในการสร้างพลังงานในไมโตคอนเดรีย

3. ถึงแม้กล้ามเนื้อหัวใจจะมีกลไกป้องกันให้เป็นมะเร็งได้ยาก และทำหน้าที่ได้อย่างยาวนานตลอดอายุขัย ผ่านการลำเลียงกรดไขมันให้กล้ามเนื้อหัวใจโดยตรง ติดต่อเนื้อเยื่อไขมันโดยตรง ให้ซัพพลายกรดไขมันแก่กล้ามเนื้อหัวใจก็ตาม การบริโภคไขมันดีให้เพียงพอ ไม่ใช้จำกัดการบริโภคไขมัน เพราะความเชื่อผิดๆ ก็จะช่วยให้ไคโลไมครอน ลำเลียงกรดไขมันจากอาหารไปส่งให้กล้ามเนื้อหัวใจโดยตรงได้เพียงพอ ส่งเสริมสุขภาพไมโตคอนเดรียของกล้ามเนื้อหัวใจ

4. การจัดการความเครียดได้อย่างเหมาะสม จะช่วยให้ร่างกายไม่ต้องกดดันหัวใจให้ใช้กลูโคสเป็นวัตถุดิบในการสร้างพลังงาน ป้องกันกล้ามเนื้อหัวใจทั้งจากมะเร็ง และภาวะหัวใจวาย

 

การได้พบบทความนี้ ได้ให้ความรู้ใหม่กับพี่เพิ่มขึ้นมากมาย หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการดูแลสุขภาพหัวใจและร่างกายโดยรวมของน้องๆนะคะ

ขอความมีสุขภาพกายใจที่ดี จงสถิตอยู่กับทุกคน 


Previous articleทำไม…หัวใจไม่เป็นมะเร็ง ตอนที่ 1
Next articleไมโตคอนเดรีย อวัยวะมหัศจรรย์แห่งชีวิต ตอนที่ 1
ภญ.โสภิตา ศิริรัตน์
พี่ปุ๋มเคยมีน้ำหนักถึง 92.8 กิโลกรัม เข้าข่ายอ้วนระดับอันตรายเลยค่ะ ปัจจุบันพี่ปุ๋มน้ำหนักลดลง 15 กิโลกรัม เอวลดลง 5 นิ้ว ไขมันลดลงไป 4.8% ซึ่งถึงแม้จะยังมีไขมันส่วนเกินที่ต้องขจัดออกอีกก็ตาม พี่ปุ๋มก็อยากจะแชร์ความรู้ที่ได้จากการอ่านหนังสือสุขภาพดีๆเยอะมาก รวมทั้งตำราวิชาการอื่นๆ นำมาปฏิบัติกับตัวเอง จนเข้าใจการทำงานของร่างกายในการสะสมและขจัดไขมันออก จึงอยากแบ่งปัน และอยากจะให้ทุกคนได้เห็นพัฒนาการการขจัดไขมันของพี่ต่อไป พร้อมๆกับชวนเพื่อนๆให้มาขจัดไขมันส่วนเกินไปด้วยกัน