แสงสีฟ้า เพิ่มความเสี่ยงของโรคอ้วนและเบาหวาน


มีหลักฐานจากงานวิจัยชัดเจนว่า แสงสีฟ้า เพิ่มความเสี่ยงของโรคอ้วนและเบาหวาน

พี่ปุ๋มให้ความสนใจมากกับ แสงสีฟ้า ที่ส่งผลรบกวนนาฬิกาชีวภาพ และก็โพสต์เกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นระยะๆ วันนี้พบขุมทรัพย์ความรู้เกี่ยวกับ นาฬิกาชีวภาพ (Circadian Rhythm) ที่ดีอีกหนึ่งเว็บค่ะ มีบทความที่ดีพูดถึงอันตรายของ แสงสีฟ้า (Blue Light) ต่อสุขภาพ ตามลิงค์ที่แนบมาให้

แสงสีฟ้า เพิ่มความเสี่ยงของโรคอ้วนและเบาหวาน
แสงสีฟ้าเพิ่มความเสี่ยงของโรคอ้วนและเบาหวาน

 

Dr.Martin Moore-EDE, M.D.,Ph.D ผู้ก่อตั้งบริษัท Circadian และเว็บไซต์นี้ ใช้เวลามากกว่า 30 ปี ในการศึกษาและทำงานวิจัยในเรื่องนาฬิกาชีวภาพ หลังจากที่เขาทำงานเป็นศาสตราจารย์ทางด้านศัลยศาสตร์ที่ Harvard Medical School (ในช่วงปี ค.ศ. 1975-1998) และพบว่าสุขภาพทางเมตาบอลิกของตัวเองแย่ลง เมื่อต้องทำงานตลอด 24 ช.ม.ในโรงพยาบาล เขาจึงเริ่มให้ความสนใจเรื่องนาฬิกาชีวภาพในร่างกาย (ประวัติของคุณหมอไม่ธรรมดาเลย อ่านจากลิงค์ได้ค่ะ)

เขาเป็นผู้นำทีม (เดาเอาว่าน่าจะอยู่ในทีมเดียวกับ Dr.Satchin Panda ผู้เขียน The Circadian Code) ในการระบุว่ามี Supra Chiasmatic Nucleus ในสมอง ซึ่งเป็น “Master Clock” นาฬิกาหลัก ทำหน้าที่ควบคุมช่วงเวลานอนหลับ ตื่นในสิ่งมีชีวิต และเป็นเหมือนผู้ควบคุมวงวาทยากรให้กับ นาฬิกาชีวภาพของทุกๆเซลล์จำนวน 50 ล้านล้านล้านเซลล์ของร่างกาย (ลองคิดดูถึงความมหัศจรรย์ของการออกแบบร่างกายสิคะ)

บริษัท Circadian ของเขาได้ช่วยเหลือบริษัทต่างๆมากกว่าครึ่งหนึ่งของ Fortune 500 ในการออกแบบแสงให้ส่งผลกระทบในทางบวกต่อสุขภาพของบุคลากร เขาผลิตหลอดไฟ LED ที่ตัดคลื่นแสงสีฟ้าออก เพื่อลดผลกระทบในทางลบต่อสุขภาพ เขาเป็นผู้บุกเบิกงานวิจัย เพื่อศึกษาว่ามนุษย์จะต้องปรับตัวอย่างไรเพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพ เมื่อต้องทำงานเป็นกะตลอด 24/7

ในบทความนี้ เขาสรุปงานวิจัยตลอดระยะเวลา 15 ปี ที่ชัดเจน ทรงพลัง และน่าเชื่อถือ ว่า การทำงาน 24/7 ภายใต้ แสงสีฟ้า ส่งผลกระทบอย่างไรต่อสุขภาพ พี่สรุปใจความสำคัญให้ดังนี้ค่ะ

1. โรคอ้วนเพิ่มขึ้น 43% และเบาหวานเพิ่มขึ้น 37% มีรายงานวิจัยอ้างอิง 28 ฉบับ

2. ส่วนในคนที่ไม่ได้ทำงานเป็นกะ ก็พบโรคอ้วนเพิ่มขึ้น 96% ถ้าหากว่านอนหลับในห้องที่เปิดไฟสว่างทั้งคืน

3. Pollution จากการที่สิ่งแวดล้อมของแสงสีฟ้าเพิ่มขึ้น เกี่ยวข้องกับอัตราโรคอ้วนที่เพิ่มขึ้น

4. ในสัตว์ทดลอง พบว่าโรคอ้วนและเบาหวาน เพิ่มขึ้นจากการได้รับแสงสีฟ้า เพราะแสงสีฟ้าไปรบกวนเมลานอปซินที่จอตาของสัตว์ทดลอง ส่งผลกระทบต่อการสร้างอินซูลินที่ผิดปรกติจากเบต้าเซลล์ในตับอ่อน

5. การทดลองในมนุษย์ (Healthy Volunteer) การได้รับแสงสีฟ้าในตอนกลางคืน จะรบกวนนาฬิกาชีวภาพในการสร้างเมลาโทนิน ก็นอนหลับยากขึ้น เพิ่มความอยากอาหาร เพิ่มการดื้อต่อฮอร์โมนอินซูลิน ผลกระทบนี้พบว่า ไม่ขึ้นกับปริมาณการนอนด้วย

6. การเอาคลื่นแสงสีฟ้าออกไป และคงความเข้มแสงสีอื่นไว้ สามารถย้อนความอยากอาหาร การดื้ออินซูลินได้

 

แนวทางในการปฏิบัติตัว (พี่ค้นจากหลายๆแหล่งข้อมูลนะคะ)

1. ในผู้ที่ทำงานเป็นกะ ควรต้องปฏิบัติตัวอย่างไร พี่ลิงค์เว็บไซต์ให้นะคะ

https://www.superwellness.co.uk/staying-healthy-on-night-s…/

https://www.healthline.com/…/block-blue-light-to-sleep-bett…

2. เปลี่ยนโหมดมือถือ เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์อื่นให้เป็นโหมด Night Shift หรือซื้อแผ่นฟิลม์กรองแสงสีฟ้ามาติด ใส่แว่นตากันแสงสีฟ้า (พี่ทำทุกอย่างเลย)

3. หยุดเล่นอุปกรณ์ดิจิทัลก่อนเข้านอน 2 ช.ม.(ทำได้กันไหมคะ)

4. นอนหลับในห้องที่มืดสนิท ขนาดที่มองไม่เห็นมือตัวเอง

5. เปลี่ยนไฟหัวเตียงให้เป็นแสงสีส้มหรือแดง (พี่เพิ่งเจอหนังสือดีเรื่องแสงสีแดง เดี๋ยวหาเวลาอ่านก่อนแล้วจะค่อยๆทะยอยเขียน)

อ่านบทความอื่นๆเกี่ยวกับ Circadian Rhythm

อ่านบทความอ้างอิง

http://circadianlight.com/…/CIRCADIAN_Light_at_Night_Effect…


Previous articleDr.Kellyann Petrucci
Next articleBook Review
ภญ.โสภิตา ศิริรัตน์
พี่ปุ๋มเคยมีน้ำหนักถึง 92.8 กิโลกรัม เข้าข่ายอ้วนระดับอันตรายเลยค่ะ ปัจจุบันพี่ปุ๋มน้ำหนักลดลง 15 กิโลกรัม เอวลดลง 5 นิ้ว ไขมันลดลงไป 4.8% ซึ่งถึงแม้จะยังมีไขมันส่วนเกินที่ต้องขจัดออกอีกก็ตาม พี่ปุ๋มก็อยากจะแชร์ความรู้ที่ได้จากการอ่านหนังสือสุขภาพดีๆเยอะมาก รวมทั้งตำราวิชาการอื่นๆ นำมาปฏิบัติกับตัวเอง จนเข้าใจการทำงานของร่างกายในการสะสมและขจัดไขมันออก จึงอยากแบ่งปัน และอยากจะให้ทุกคนได้เห็นพัฒนาการการขจัดไขมันของพี่ต่อไป พร้อมๆกับชวนเพื่อนๆให้มาขจัดไขมันส่วนเกินไปด้วยกัน