จิตเป็นนาย กาย/ไมโตคอนเดรียเป็นบ่าว ไมโตคอนเดรีย อวัยวะมหัศจรรย์แห่งชีวิต ตอนที่ 2


The Stress-Mitochondria Link and Why your mitochondrial health is the secret key to energy and longevity
โดย : Dr. Martin Picard (สัมภาษณ์โดย Ari Whitten เมื่อวันที่ 24 ส.ค.2562)
แหล่งข้อมูล
https://podcasts.apple.com/th/podcast/the-energy-blueprint-podcast/id1226660198?i=1000447673764

 

ในตอนที่ 1 พี่ปุ๋มสรุปให้พวกเราฟังในหัวข้อที่ 1-3 จบไปแล้ว คือ

1. สาขา Mitochondria Psychobiology คืออะไร

2. บทบาทของ ไมโตคอนเดรีย ในร่างกาย

3. ความสำคัญของไมโตคอนเดรียต่อสุขภาพ

กดอ่านบทความตอนที่ 1

 

ในตอนที่ 2 นี้ พี่จะสรุปต่อในหัวข้อที่ 4-5 ต่อไป ซึ่งคือ

4. ปัจจัยสำคัญที่สุด ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพไมโตคอนเดรีย

5. ความเครียดเชื่อมโยงกับไมโตคอนเดรียได้อย่างไร

มาทำความเข้าใจเรื่องที่ 4 กันค่ะ

 


4. ปัจจัยสำคัญที่สุด ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพ ไมโตคอนเดรีย คืออะไร

Ari ถาม Dr. Martin ว่า ในเมื่องานวิจัยจำนวนมากแสดงถึงความเกี่ยวข้องระหว่าง ไมโตคอนเดรีย ที่ผิดปกติกับการเกิดโรคต่างๆ ดังนั้น มีงานวิจัยหรือไม่ ที่บ่งชี้วิธีแทรกแซง นอกจากการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากธรรมชาติ เช่นกลุ่มโพลีฟีนอล คาเตชิน (EGCG) จากชาเขียว ที่จะแก้ไขให้ไมโตคอนเดรียกลับมาทำงานเป็นปรกติได้ และส่งเสริมสุขภาพไมโตคอนเดรีย

 

การออกกำลังกาย

Dr.Martin กล่าวว่า กิจกรรมที่ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด ที่ทำให้ไมโตคอนเดรียมีสุขภาพดีคือการออกกำลังกาย (Exercise) ค่ะ (ประหลาดใจไหมคะ) ผ่านการสร้างความเครียดระดับ Hormesis ให้กล้ามเนื้อ

มีงานวิจัยจำนวนมากที่ศึกษาผลของการออกกำลังกายต่อสุขภาพไมโตคอนเดรีย และเราก็รู้มานานแล้วว่า การออกกำลังกายเพิ่มจำนวนไมโตคอนเดรียในเซลล์ โดยเราสามารถเพิ่มจำนวนไมโตคอนเดรียต่อน้ำหนักกล้ามเนื้อ 1 กรัมได้ถึง 2 เท่าจากเดิม แค่เปลี่ยนพฤติกรรมจากการนั่งขดตัวอยู่บนโซฟาทั้งวัน มาเป็นคนที่ตั้งเป้าหมายว่าจะวิ่งมาราธอน แล้วเริ่มฝึกร่างกายอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง

การออกกำลังกายสมองด้วยการฝึกใช้สมองเป็นประจำ ก็จะเพิ่มจำนวน ไมโตคอนเดรีย ในเซลล์สมองเช่นกัน

ดังนั้นจงมีวิถีชีวิตเป็นคนแอคทีฟไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ก็ตาม (เรื่องนี้ พี่ชนะเลิศ) เพราะนอกจากเพิ่มจำนวนไมโตคอนเดรียแล้ว การออกกำลังกายยังเปลี่ยนแปลงการทำหน้าที่ของไมโตคอนเดรียด้วย 

 

การจำกัดปริมาณอาหาร

นอกจากปัจจัยเรื่องการออกกำลังกาย ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมสุขภาพของไมโตคอนเดรียแล้ว ก็มีงานวิจัยจำนวนเล็กน้อยในสัตว์ทดลอง ที่ศึกษาเรื่องการจำกัดปริมาณอาหารที่รับประทานต่อวันว่า ส่งเสริมสุขภาพไมโตคอนเดรียเช่นกัน

Dr.Martin กล่าวว่า งานวิจัยในสัตว์ทดลองที่ศึกษาการจำกัดแคลอรี่กับผลกระทบสุขภาพไมโตคอนเดรียนั้น เงื่อนไขในการทดลองมีลักษณะไม่สอดคล้องกับธรรมชาติของสัตว์คือ ทั้งกลุ่มควบคุมซึ่งได้รับอาหารตามที่ต้องการ และกลุ่มที่จำกัดอาหาร ถูกขังเอาไว้ในกรงแคบๆ ที่ไม่มีกิจกรรมทางกายอะไรเลย ดังนั้นแค่ลดปริมาณแคลอรี่ลงก็ส่งผลดีแล้ว

Dr. Martin กล่าวต่อ ซึ่งน่าสนใจมากกว่า ถ้าดูวิวัฒนาการของสัตว์รวมถึงมนุษย์ด้วยแล้ว ทั้งสองสายพันธุ์ต้องมีการเคลื่อนไหว เช่น ล่าสัตว์ เดินป่าเพื่อหาอาหารเสมอ แล้วอยู่มาวันหนึ่ง ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบถอนรากถอนโคน (abrupt change) ในเรื่องการเข้าถึงแหล่งอาหารของมนุษย์อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน  คือเราแทบจะไม่ต้องออกแรงใช้พลังงานเลย ในการได้มาซึ่งอาหารมากเท่าที่ต้องการ (นึกถึงพลังงานอันน้อยนิดที่เสียไปในการยกสมาร์ทโฟนกดเบอร์สั่งอาหารแบบเดลิเวอรี่ หรือกดแอพพลิเคชั่นเพื่อสั่งอาหารที่ต้องการ แล้วเพียงแค่รอให้อาหารมาส่งเท่านั้น – พี่ปุ๋ม)

ดังนั้นการจำกัดอาหารให้เกิดความหิวเล็กน้อยเป็นครั้งคราว ผ่านการลดปริมาณอาหารที่รับประทาน หรือใช้การหยุดกินอาหารเป็นช่วงเวลาในรูปแบบต่างๆ เป็นวิธีที่ดีต่อร่างกาย มีงานวิจัยจำนวนหนึ่งทั้งในสัตว์ทดลองและในมนุษย์ที่รายงานว่า ความรู้สึกหิวจะกระตุ้นกระบวนการปรับตัว เป็นอย่างมากให้เกิดขึ้นในสิ่งมีชีวิตนั้น ซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาพไมโตคอนเดรีย

 

Hormesis

การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ทำให้เกิดแรงเครียดต่อกล้ามเนื้อ (Hormesis) ซึ่งกล้ามเนื้อตอบสนองด้วยการปรับตัวให้มีขนาดใหญ่ขึ้น แข็งแรงขึ้น เพื่อทำกิจกรรมครั้งต่อๆไปให้มีประสิทธิภาพขึ้น เช่นเดียวกันการปล่อยให้ร่างกายหิวเล็กน้อย (แรงเครียดระดับ Hormesis) ร่างกายก็จะสื่อสารกันว่า “ไม่มีอาหารอยู่แถวนี้ ฉันต้องสั่งให้ไมโตคอนเดรีย ปรับตัวมาใช้ไขมันเป็นวัตถุดิบในการสร้างพลังงานแล้ว” 

นอกจากนั้นเมื่อมีสารอาหารอยู่น้อยในร่างกาย กระบวนการที่ดีอีกประการหนึ่งที่จะเกิดขึ้นคือ กระบวนการเก็บกวาดขยะในเซล (Autophagy) และกระบวนการเก็บกวาดขยะในไมโตคอนเดรีย (Mitophagy) 

สรุป Dr.Martin กล่าวว่า

  • การออกกำลังกายเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด ที่จะทำให้ไมโตคอนเดรียมีสุขภาพดี ผ่านการสร้างแรงเครียดระดับ Hormesis ที่ทำให้กล้ามเนื้อต้องปรับตัว มีจำนวนไมโตคอนเดรียเพิ่มขึ้นถึงเท่าตัว 
  • การทำให้ร่างกายอยู่ในภาวะหิวเล็กน้อย ผ่านการจำกัดปริมาณอาหารที่กิน (Caloric Restriction) หรือใช้การหยุดกินอาหารเป็นช่วงเวลา (Intermittent Fasting) เพื่อสร้างแรงเครียดระดับ Hormesis จนทำให้ไมโตคอนเดรียต้องปรับตัวมาใช้ไขมันเป็นวัตถุดิบในการสร้างพลังงาน การใช้ไขมันเป็นวัตถุดิบในการสร้างพลังงานจะสร้างอนุมูลอิสระภายในเซลล์ลดลงถึง 30% อ้างอิงข้อมูลจากหนังสือ Fat For Fuel โดย Dr.Joseph Mercola

 

5. ความเครียดเชื่อมโยงกับ ไมโตคอนเดรีย ได้อย่างไร

จากงานวิจัยที่น่าทึ่ง 2 ฉบับของ Dr.Martin Picard คือ Psychological Stress and Mitochondria: A Conceptual Framework here และ An energetic view of stress: Focus on mitochondria here ซึ่ง Ari Whitten แนะนำให้บุคลากรทางการแพทย์ นักวิทยาศาสตร์พลเมือง (Citizen Scientists) ผู้ที่สนใจสุขภาพอ่าน งานวิจัยสองฉบับนี้พี่ปุ๋มวางลิ้งค์งานวิจัยทั้งสองฉบับนี้ไว้ให้ด้วยค่ะ

http://www.picardlab.org/uploads/7/7/8/4/77845210/psychosomatic_medicine_2018_conceptual_framework.pdf

https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S0091302218300062

จิตเป็นนาย กาย (ไมโตคอนเดรีย) เป็นบ่าว

 

จิตเป็นนาย กาย (ไมโตคอนเดรีย) เป็นบ่าว

Ari กล่าวว่า มีงานวิจัยทางจิตวิทยาจำนวนมากที่รายงานว่า ปัจจัยทางจิตส่งผลต่อสุขภาพกายและโรคหลายชนิด เช่นเด็กที่ถูกทารุณกรรมในวัยเด็ก จะส่งผลให้เพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดโรคต่างๆได้สูงมากในช่วงหลังของชีวิต แต่เราไม่ทราบว่ากลไกในการสื่อสารระหว่างจิตกับกายคืออะไรแน่ ดังนั้นงานวิจัยสองฉบับของ Dr.Martin ที่ตีพิมพ์แล้ว กับงานวิจัยที่กำลังดำเนินอยู่ ช่วยให้เราเข้าใจกลไกนี้

อย่างไรก็ตาม Ari อยากให้ Dr.Martin ได้อธิบาย การเชื่อมโยงระหว่างจิตใจกับไมโตคอนเดรีย ที่เรียกศาสตร์นี้ว่า Mitochondrial Psychobiology มันทำงานอย่างไร

Dr.Martin กล่าวว่านี่เป็นเรื่องถนัดและเป็นเรื่องที่เขาชอบอธิบายที่สุด การเชื่อมต่อระหว่างกายและจิตมีลักษณะเป็นระบบที่ทำงานสอดประสานกันทั้งหมด (Whole and Integrated) ในวิธีการวิจัย จึงต้องแยกทั้งระบบออกเป็นส่วนย่อย เพื่อเข้าใจมันทีละส่วนผ่านการทดสอบ จนกระทั่งเราเข้าใจมันทั้งระบบ

ยกตัวอย่างเช่น มีหลักฐานงานวิจัยที่สมบูรณ์ทีเดียว เรื่องความเครียดทางอารมณ์ส่งผลในทางลบต่อระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ร่างกายมีความเปราะบางต่อการติดเชื้อได้ง่าย แผลหายช้า ซึ่งในทางการแพทย์ เราเข้าใจดีว่า มีกระบวนการทางชีววิทยาอะไรเกิดขึ้นบ้าง เมื่อระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ซึ่งจะนำไปสู่ความเปราะบางของการติดเชื้อ แผลหายช้า

แต่เราไม่ทราบว่า ทำไมความเครียดซึ่งเป็นอัตวิสัย (subjectivity) วัดได้ยากว่าเท่ากันหรือไม่ในแต่ละคน จึงไปปรากฏเป็นการเปลี่ยนแปลงทางชีววิทยาในลักษณะที่เป็นวัตถุวิสัย (Objectivity) ที่เหมือนกันได้ในร่างกายแต่ละคน

จึงเกิดคำถามสำคัญว่า อะไรคือตัวเชื่อมโยงระหว่างจิตซึ่งเป็นอัตวิสัย (Subjectivity) กับการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมีในร่างกาย ซึ่งเป็นวัตถุวิสัย (Objectivity) อะไรเป็นตัวเชื่อม ทำให้ร่างกายแปลความหมายของอารมณ์ความเครียด เป็นภาษาทางชีววิทยา เพื่อตอบสนองต่ออารมณ์นั้น

 

ไมโตคอนเดรีย และการไหลเวียนพลังงาน

Dr.Martin ตอบคำถามนี้ว่า สมมุติฐานที่เป็นหลักในงานวิจัยของเขา จนเขียนงานวิจัยที่น่าทึ่งสองฉบับนั้นคือ ไมโตคอนเดรีย และการไหลเวียนพลังงาน คือตัวเชื่อมโยงนั้น (ว้าวมากค่ะ)

Dr.Martin พูดถึงงานวิจัยชิ้นสำคัญมาก ของ Prof.Douglas Wallace ในเรื่องความเครียดทางอารมณ์ (Psychological Stress) กับ ไมโตคอนเดรีย ซึ่งเป็นงานวิจัยที่ทำร่วมกับ Prof.Anna Marsland และ Prof.Brett Kaufman ที่ Pittburgh ผลลัพธ์ของงานวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่า เมื่อเราสร้างความเครียดทางจิตใจให้เกิดขึ้นในผู้เข้ารับการทดลอง หลังจากนั้น 30 นาทีทำการเจาะเลือด เมื่อดูในซีรั่มของเลือด เราจะพบ DNA ของไมโตคอนเดรียปรากฎอยู่ (จำได้มั้ยคะในตอนที่ 1 พี่สรุปหน้าที่ของไมโตคอนเดรียอย่างหนึ่ง ที่นักวิจัยเพิ่งค้นพบ คือการปล่อย DNA ออกมาในกระแสเลือดได้)

ซึ่งเป็นหลักฐานที่บ่งชี้ว่า เมื่อบุคคลใดมีประสบการณ์ความเครียดส่วนตัว (Subjectivity) ไมโตคอนเดรียมันจะรับรู้ความเครียดนั้นได้ทันที และตอบสนองด้วยการปล่อยสารพันธุกรรมของมันออกมาในกระแสเลือด Prof.Douglas Wallace แสดงความคิดเห็นต่อการศึกษานี้ว่า ไมโตคอนเดรียเป็นอวัยวะที่อ่อนไหวมากที่สุดในร่างกาย

 

ไมโตคอนเดรีย อ่อนไหวต่อความเครียด

Dr.Martin กล่าวว่า เขาเห็นด้วยกับความคิดเห็นของ Prof.Douglas เพราะทุกเซลล์ในร่างกายมีชีวิตอยู่ได้ ก็เพราะมีการเคลื่อนไหวของพลังงาน ตลอดการมีชีวิตอยู่ของร่างกาย ต้องพบกับความเครียดหลากหลายรูปแบบ เฉพาะร่างกายที่ตายแล้วเท่านั้น จึงไม่มีการเคลื่อนไหวของพลังงาน และไม่สามารถตอบสนองต่อความเครียดได้อีกต่อไป

ทุกการตอบสนองต่อความเครียด เช่น หัวใจเต้นเร็ว  ความดันโลหิตสูงขึ้น มีการปล่อยฮอร์โมนความเครียด ฮอร์โมนเพศ จำเป็นต้องใช้พลังงาน ดังนั้นเมื่อมีความเครียดเกิดขึ้น พลังงานจึงเป็นสิ่งแรกที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลง และเนื่องจากพลังงานถูกสร้างโดยไมโตคอนเดรีย ซึ่งไหลเวียนอยู่ภายในเซลล์ ไมโตคอนเดรียจึงเป็นสถานที่แรก ที่รับรู้ความเครียดและการเปลี่ยนแปลงพลังงานที่เกิดขึ้น เพื่อตอบสนองต่อความเครียดนั้น จึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไม ไมโตคอนเดรียจึงเป็นอวัยวะที่อ่อนไหวที่สุดในร่างกาย

Dr.Martin กล่าวปิดท้ายหัวข้อนี้ว่า เราอาจจะประหลาดใจว่า ทั้งฮอร์โมนความเครียด และฮอร์โมนเพศ สร้างขึ้นมาจากคอเรสเตอรอล เราเรียกมันว่า สเตียรอยด์ฮอร์โมน ซึ่ง สร้างภายในไมโตคอนเดรียทั้งหมด มันคือเหตุผลในวิวัฒนาการมนุษย์ที่ให้ไมโตคอนเดียเป็นผู้ผลิตฮอร์โมนสำคัญเหล่านี้เพื่อประโยชน์ในการอยู่รอด ส่งต่อพันธุกรรมไปยังรุ่นต่อไป

จบการสรุปในตอนที่ 2 ได้อีกแค่ 2 ข้อ เพราะไฟล์เสียงยาวมาก แต่เนื้อหาดีมาก พี่ปุ๋มก็ไม่อยากย่อความเสียจนไม่ได้เนื้อหาอะไรเลย 

 

ในตอนที่ 3 พี่จะสรุปต่อข้อที่ 6-8 

6. การตอบสนองของเซลล์จากอันตราย ที่ส่งผลต่อสุขภาพไมโตคอนเดรีย

7. ร่างกายถูกออกแบบให้ตอบสนองต่อความเครียดอย่างไรและเพื่ออะไร

8. การเชื่อมโยงระหว่างความผิดปรกติของไมโตคอนเดรียกับภาวะวิตกกังวลและซึมเศร้า

 

มีไฟล์เสียงให้ฟังด้วยเช่นเดิม (สำหรับสมาชิกเว็บไซต์เท่านั้นค่ะ)

กดเพื่อเข้าฟังไฟล์เสียง (สมาชิกเท่านั้น)

กดเพื่อสมัครสมาชิก

ขอความมีสุขภาพกายใจที่ดี จงสถิตอยู่กับทุกคน