ไขความลับ…ทำไมคนคิดบวกถึงสุขภาพดี – ไมโตคอนเดรีย อวัยวะมหัศจรรย์แห่งชีวิต (ตอนจบ)


(The Stress-Mitochondria Link and Why your mitochondrial health is the secret key to energy and longevity)
โดย : Dr. Martin Picard (สัมภาษณ์โดย Ari Whitten เมื่อวันที่ 24 ส.ค.2562)
แหล่งข้อมูล
https://podcasts.apple.com/th/podcast/the-energy-blueprint-podcast/id1226660198?i=1000447673764

 

ในตอนที่ 2 พี่สรุปต่อในหัวข้อที่ 4-5 ไปเรียบร้อย ซึ่งคือ

4. ปัจจัยสำคัญที่สุด ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพไมโตคอนเดรีย

5. ความเครียดเชื่อมโยงกับไมโตคอนเดรียได้อย่างไร

กดอ่านบทความตอนที่ 2

 

ในตอนสุดท้ายนี้ พี่จะสรุปต่อข้อที่ 6-8 ซึ่งมีหัวข้อดังต่อไปนี้

6. การตอบสนองของเซลล์จากอันตราย ที่ส่งผลต่อสุขภาพไมโตคอนเดรีย

7. ร่างกายถูกออกแบบให้ตอบสนองต่อความเครียดอย่างไรและเพื่ออะไร

8. การเชื่อมโยงระหว่างความผิดปรกติของไมโตคอนเรียกรับภาวะวิตกกังวลและซึมเศร้า

 

มีไฟล์เสียงให้ฟังด้วยเช่นเดิม (สำหรับสมาชิกเว็บไซต์เท่านั้นค่ะ) มาเริ่มกันเลยค่ะ

กดเพื่อเข้าฟังไฟล์เสียง (สมาชิกเท่านั้น)

กดเพื่อสมัครสมาชิก

 


6. การตอบสนองของเซลล์จากอันตราย ที่ส่งผลต่อสุขภาพไมโตคอนเดรีย

คุณ Ari ถาม Dr.Martin ว่าคุ้นเคยกับงานวิจัยของ Dr.Robert Naviaux หรือไม่ เรื่องเซลล์ตอบสนองต่ออันตรายอย่างไร

Dr.Martin ตอบว่ารู้จักดี และคุณ Ari ก็ชี้แจงต่อว่า งานวิจัยของทั้ง Dr.Martin และ Dr.Robert ที่ถึงแม้ว่าจะมีลักษณะเป็นคู่ขนานกัน Dr.Robert ศึกษาการตอบสนองของเซลล์ต่อความเครียด ในขณะที่ Dr.Martin ศึกษาเรื่องความเครียดต่อไมโตคอนเดรีย แต่ก็ยังให้ข้อสรุปที่เหมือนกันเป็นส่วนใหญ่คือ 

“เมื่อมีการตรวจจับสัญญาณจากสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไปได้ (ความเครียด) ไมโตคอนเดรียจะกลายเป็นอวัยวะเล็กๆในเซลล์ที่อ่อนไหวมากที่สุด”

และจากโมเดลงานวิจัยของ Dr.Robert นั้น ไมโตคอนเดรียจะเป็นตัวกำหนดว่า มันจะคงอยู่ในสภาวะปรกติคือ ทำหน้าที่ผลิตพลังงานให้กับเซลล์ทั่วร่างกาย (Energy Mode) หรือว่าจะอยู่ในโหมดป้องกันอันตรายให้เซลล์ (Defense or Cell damage Mode)

เมื่อร่างกายตรวจจับพบภัยคุกคาม ไม่ว่าจะเป็นเชื้อโรคสารพิษ การอดนอน ความเครียดทั้งกายและจิตใจ การออกกำลังกายแบบหักโหม หรือความเครียดในรูปแบบอื่น ถ้ามันตัดสินใจว่าจะอยู่ในโหมดป้องกันอันตรายให้เซลล์ ไมโตคอนเดรียจะกำกับทิศทางพลังงานและทรัพยากรอื่นในเซลล์ ให้นำมาใช้ในการป้องกันเซลล์จากภัยคุกคาม

นั่นคือเหตุผลที่เราพบโมเลกุลส่งสัญญาณ ที่ถูกปล่อยออกมาจากไมโตคอนเดรียคือ ATP, ADP, Purine เพื่อทำหน้าที่ส่งสัญญาณให้เซลล์ต่างๆรับรู้ถึงภัยคุกคามนี้

ซึ่งในงานวิจัยของ Dr.Martin เขาพบชิ้นส่วน DNA ของไมโตคอนเดรียในกระแสเลือด ซึ่งบอกว่าชิ้นส่วน DNA ของไมโตคอนเดรียที่ถูกปล่อยออกมาในกระแสเลือดนี้  จะประพฤติตัวเหมือนฮอร์โมนคอร์ติซอล ที่ถูกปล่อยออกมาเมื่อต่อมหมวกไตถูกกระตุ้นให้ตอบสนองความเครียด โดยที่ชิ้นส่วน DNA ของไมโตคอนเดรียที่เดินทางไปตามกระแสเลือด มีวัตถุประสงค์สื่อสารให้เซลล์ที่เหลือทั้งหมดได้รับทราบว่า 

“มีภัยคุกคามซึ่งเป็นอันตรายร่างกายอยู่ภายใต้ภาวะเครียดต้องเปลี่ยนไมโตคอนเดรียภายในเซลล์จากโหมดสร้างพลังงานมาเป็นโหมดป้องกันตัว”

Dr.Martin กล่าวว่างานวิจัยของทั้งเขาและ Dr.Robert แสดงให้เห็นว่า เราไม่สามารถจะมองไมโตคอนเดรียว่าเป็นแค่โรงงานสร้างพลังงานให้แก่เซลล์ได้เหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะมันยังทำหน้าที่สื่อสารข้อมูลระหว่างตัวมันเองกับอวัยวะเล็กๆอื่นภายในเซลล์ และระหว่างมันกับเซลล์อื่นๆทั่วร่างกายอีกด้วย เพื่อให้การทำงานทั้งร่างกายสอดประสานกัน ดังนั้นต้องบอกว่าไมโตคอนเดรียประพฤติตนเป็น “อวัยวะสื่อสังคม” (Social Organism)

สิ่งที่น่าสนใจมากซึ่ง Dr.Martin อธิบาย จะทำให้เราทราบว่าไมโตคอนเดรียเป็น “อวัยวะสื่อสังคม” จริงๆก็คือ มันไม่ได้มีวิธีในการสื่อสารข้อมูลกับเซลล์อื่นเพียงวิธีเดียว ไมโตคอนเดรียมีโมเลกุลส่งสัญญาณอยู่หลายชนิด ที่มันจะเลือกใช้ให้เหมาะสมกับความซับซ้อนของสภาวะที่เกิดระดับเซลล์ เพื่อการสื่อสารที่ถูกต้องทั่วร่างกาย

 

7. ร่างกายถูกออกแบบให้ตอบสนองต่อความเครียดอย่างไรและเพื่ออะไร

คุณ Ari ถาม Dr.Martin ต่อว่า แล้วโมเลกุลส่งสัญญาณที่ปล่อยออกมาจาก DNA ของไมโตคอนเดรีย มันคืออะไร มันต้องการบรรลุวัตถุประสงค์อะไรในการส่งสัญญาณ และจากมุมมองของวิวัฒนาการ ทำไมร่างกายจึงถูกออกแบบมาเช่นนี้ มันมีข้อดีอะไรหรือ

Dr.Martin ตอบว่าเขาไม่อยากให้ทุกคนมองการทำงานของโมเลกุลส่งสัญญาณที่ไมโตคอนเดรียส่งออกมาว่า เป็นความผิดปกติในการทำงานของไมโตคอนเดรีย แล้วนำไปสู่โรคต่างๆเสียทั้งหมด เพราะไม่ใช่ความเครียดทุกประเภทก่อให้เกิดโรค

มีความเครียดระดับ Hormesis ซึ่งดีกับร่างกายมากความเครียดระดับนี้ ช่วยกระตุ้นความแข็งแรงของระบบต่างๆในร่างกายและยืดอายุขัย

ส่วนความเครียดที่ Dr.Bruce McEwan เรียกว่า ความเครียดระดับเป็นพิษ (Toxic Stress) ไม่ใช่ความเครียดที่ดีต่อร่างกายอีกต่อไป

ความเครียดระดับ Hormesis ดีต่อ ไมโตคอนเดรีย

 

ความเครียดระดับ Hormesis

Dr.Martin ขยายความ ความเครียดระดับ Hormesis ว่า เป็นความเครียดเล็กน้อย ชั่วคราว ฉับพลัน ที่จะกระตุ้นกระบวนการต่างๆในร่างกายให้แข็งแรงขึ้น แต่ถ้าความเครียดเล็กน้อยเหล่านี้ คงอยู่ไปเป็นเวลานาน สามารถก่อให้เกิดความเครียดระดับอันตรายได้ ยกตัวอย่างเช่น

ถ้าเราไปออกกำลังกายที่ยิม 1 ชั่วโมง หรือเดินขึ้นบันไดแทนการใช้ลิฟท์ มันก็จะกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อขา หัวใจ สมอง เพื่อให้ร่างกายเราต้องปรับตัวเพื่อจัดการกับความท้าทายนั้น ส่งผลให้อวัยวะเหล่านั้นแข็งแรงขึ้น อย่างนี้เรียกว่าความเครียดระดับ Hormesis

ต่อคำถามที่ว่า แล้วทำไมไมโตคอนเดรียจึงถูกออกแบบให้ต้องทำหน้าที่ส่งสัญญาณแบบนั้น Dr.Martin ตอบตรงนี้ดีมากค่ะว่า มันเป็นคุณสมบัติพื้นฐานตามธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต ที่ต้องแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน โดยใช้กระแสเลือดเป็นตัวกลางในการส่งผ่านข้อมูล นั่นคือวิธีที่สิ่งมีชีวิตต่อสู้กับเอ็นโทรปี (การเดินทางเข้าสู่ภาวะไร้ระเบียบ) ประโยคเด็ดของ Dr.Martin คือ

“To remain healthy is to go against the forces of physic”

หมายความว่า ถ้าเราไม่มีพลังงานไหลเวียนซึ่งสร้างโดยไมโตคอนเดรียเพื่อต้านเอ็นโทรปีซึ่งคือสภาวะไร้ระเบียบ ร่างกายสิ่งมีชีวิตนั้นก็จะเน่าสลาย ไม่สามารถคงสภาพเดิมอยู่ได้ (นึกถึงสิ่งมีชีวิตที่ตายแล้ว ไม่มีการไหลเวียนพลังงานอีกต่อไป ก็จะเข้าสู่สภาวะไร้ระเบียบ ย่อยสลาย แปรสภาพไป)

ร่างกายมนุษย์จัดการให้มีพลังงานไหลเวียน เพื่อต้านการเข้าสู่สภาวะไร้ระเบียบ แตกสลายของสสารได้ถึง 80 ถึง 100 ปี ได้ (อายุขัย) ก็เพราะมันมีการสื่อสารกันระหว่างเซลล์นั่นเอง (โอ๊ย…มหัศจรรย์)

การสื่อสารกัน ทำให้ระบบต่างๆในร่างกาย ถอดรหัสข้อมูลที่ได้รับจากการสื่อสาร ให้เป็นวิธีการตอบสนอง วัตถุประสงค์ก็คือ เพื่อให้ระบบของสิ่งมีชีวิตเหล่านั้น ยังคงมีชีวิตอยู่ ยังคงแข็งแรง ยังคงสามารถปรับตัวเพื่อการอยู่รอดในสิ่งแวดล้อมนั้นได้ นี่คือวิธีที่สิ่งมีชีวิตที่ซับซ้อนทำงาน

ดังนั้น เราจึงไม่สามารถที่จะสรุปตื้นๆว่า ถ้ามี DNA ของไมโตคอนเดรียถูกปล่อยเข้ามาในกระแสเลือด หมายความว่าไม่ดี เพราะมันขึ้นอยู่กับระดับของความเครียด ระยะเวลาของความเครียด ที่ไมโตคอนเดรียรับรู้ต่างหาก ที่จะกำหนดว่าดีหรือไม่ดีต่อสุขภาพ

 

8. การเชื่อมโยงระหว่างความผิดปรกติของไมโตคอนเรียกรับภาวะวิตกกังวลและซึมเศร้า

เรื่องสุดท้ายที่คุณ Ari ถามคือ Dr.Martin คิดว่าความเครียดระดับที่ทำให้ไมโตคอนเดรียผิดปรกติ มีส่วนโดยตรงกับกลุ่มอาการทางจิต อย่างเช่นความวิตกกังวล และซึมเศร้าหรือไม่ 

Dr.Martin ตอบว่าเป็นไปได้มากเลยทีเดียว ถึงแม้ว่าเราจะยังไม่มีชิ้นส่วนจิ๊กซอว์ที่จะพูดได้อย่างมั่นใจ 100% ว่า กลุ่มอาการทางจิตไม่ว่าจะเป็นภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล ไบโพลาร์ จิตเภท ฯลฯ เกิดจากความผิดปกติในการทำงานของไมโตคอนเดรียก็ตาม แต่เราก็พบกลุ่มอาการทางจิตเหล่านี้บ่อยมาก ในคนที่มีความบกพร่องทางพันธุกรรมในไมโตคอนเดรีย

ดังนั้นจึงมีหลักฐานค่อนข้างแน่นหนาว่า ถ้ามีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นกับไมโตคอนเดรีย จะส่งผลกระทบต่อการรับรู้ความเป็นจริงเกี่ยวกับโลก การควบคุมอารมณ์ของคนๆนั้น

 

ความรู้สึกมีผลต่อไมโตคอนเดรีย หรือ ไมโตคอนเดรียมีผลต่อความรู้สึก

Dr.Martin พูดถึงว่าเค้าอยากรู้ว่า ลักษณะความรู้สึก มีอิทธิพลต่อไมโตคอนเดรียหรือไม่ ความรู้สึกหมายถึงทั้งบวกเช่น มีแรงบันดาลใจ ความรัก ความใกล้ชิดสนิทสนม ความไว้วางใจ แรงจูงใจ และลบ เช่น เศร้าหมอง ซึมเศร้า วิตกกังวล กลัว เกลียด โกรธ อาฆาต 

เขาอยากรู้ว่า ลักษณะความรู้สึกมีอิทธิพลต่อการทำงานของไมโตคอนเดรีย หรือว่ากลับกัน ไมโตคอนเดรียทำงานดี/ไม่ดี มีอิทธิพลต่อความรู้สึกของเราในอนาคตได้ (น่าสนใจมากค่ะ)

เขาจึงทำการศึกษานี้ร่วมกับ Dr.Elissa Epel ที่ซานฟรานซิสโก โดยมีผู้หญิง 91 คนเข้ารับการศึกษา วิธีของงานวิจัยคือ ตอบแบบสอบถามในตอนเช้าของแต่ละวัน โดยใช้เวลา 10 นาที ให้ตอบว่ารู้สึกมีความเครียดมากน้อยแค่ไหน และคิดว่าวันนี้น่าจะมีความเครียดระดับใด มีความรัก ใกล้ชิดสนิทสนม และความไว้วางใจอยู่ที่ระดับใด มีความรู้สึกเศร้า เสียใจ ถูกปฏิเสธ โกรธ มากขนาดไหน จากนั้นก็ตอบแบบสอบถามอีกครั้งในตอนเย็น เป็นเวลา 7 วัน

ในวันที่ 4 ผู้หญิงทั้ง 91 คนจะมาที่ห้อง lab เก็บตัวอย่างเลือด นำไปแยกเซลล์เม็ดเลือดขาว ซึ่งเป็นเซลล์ของระบบภูมิคุ้มกันที่มีไมโตคอนเดรีย จากนั้นก็วัดสุขภาพของไมโตคอนเดรีย โดย Dr.Martin ได้พัฒนาวิธีการวัดว่า ไมโตคอนเดรียสามารถสร้างพลังงานได้มากเท่าไหร่ จากนั้นเขาก็เข้าไปดูสิ่งที่ผู้หญิงเหล่านี้เขียนตอบระดับความรู้สึกในวันที่ 1,2,3 ว่า มันทำนายการทำงานของไมโตคอนเดรียในวันที่ 4 ได้หรือไม่

ซึ่งจะเป็นการพิสูจน์สมมุติฐานว่าอารมณ์มีอิทธิพลต่อการทำงานของไมโตคอนเดรียหรือไม่

จากนั้นก็ดูว่า หลังจากเจาะเลือดวัดประสิทธิภาพของไมโตคอนเดรียแล้ว อารมณ์ที่ผู้หญิงเหล่านี้บันทึกในวันที่ 5,6,7 เป็นอย่างไร เพื่อพิสูจน์สมมุติฐานข้อที่ 2 คือ ความแข็งแรงของไมโตคอนเดรีย ส่งอิทธิพลต่ออารมณ์หรือไม่ 

ผลลัพธ์น่าทึ่งมากคือพบว่า ถ้าใครที่บันทึกอารมณ์ความรู้สึกที่เป็นบวกเกิดขึ้นในวันที่ 3 จะส่งผลต่อความสามารถที่เพิ่มขึ้นในการสร้างพลังงานของไมโตคอนเดรียในวันที่ 4 ซึ่งเป็นวันเจาะเลือด และพบความเกี่ยวข้องกันแรงที่สุด (strongest association) 

ข้อมูลจากการศึกษานี้บ่งชี้ว่า เราสามารถคาดเดาประสิทธิภาพในการสร้างพลังงาน ของไมโตคอนเดรียในระบบภูมิคุ้มกันว่าจะเพิ่มขึ้น 10 ถึง 15% ได้ จากอารมณ์ความรู้สึกด้านบวกในวันก่อนหน้านั้น

Dr.Martin เน้นว่า ยังต้องการงานวิจัยลักษณะนี้เพิ่มขึ้นเพื่อทดสอบสมมุติฐานนี้และต้องขยายกลุ่มประชากรไปทั้งชายและหญิง

ส่วนในทางกลับกัน ความแข็งแรงของไมโตคอนเดรียมีอิทธิพลต่ออารมณ์บวกหรือไม่นั้น จากการศึกษานี้พบว่า ไม่พบความเกี่ยวข้องกัน อย่างไรก็ดีข้อมูลนี้ก็มาจากการศึกษาแค่หนึ่งฉบับเท่านั้น เราต้องการข้อมูลจากงานวิจัยมากกว่านี้ Dr.Martin เชื่อว่า ไม่มีความสัมพันธ์ในลักษณะที่เป็นเส้นตรงและทิศทางเดียวในระบบชีวะวิทยาซึ่งซับซ้อนมากอย่างเช่นในมนุษย์

 

Mitotypes

เขาเชื่อว่า ยิ่งไมโตคอนเดรียมีความแข็งแรงมากเท่าไร ยิ่งมีผลต่อความสามารถในการทนต่อความเครียดในโลกปัจจุบันได้มากขึ้น (More Resilience) ซึ่งมีผลการวิจัยในสัตว์ทดลองหลายฉบับที่แสดงเช่นนั้น ขณะนี้เขากำลังขยายงานวิจัยออกไปที่มนุษย์ โดยผู้เข้ารับการศึกษาจะได้รับการวัด “Mitochondria Phenotypes” (คล้ายๆวิธีการประเมินบุคลิกภาพ) เรียกว่า Mitotypes จากนั้นก็วัดปริมาณ Mitotype ในผู้เข้ารับการศึกษา และพบว่าแต่ละคนจะมี Mitotypes ที่แตกต่างกัน

Mitotypes จะมีสเปคตรัมของการสร้างพลังงานได้มากน้อยแตกต่างกัน ขณะนี้เขากำลังพัฒนาเครื่องมือที่จะใช้ประเมิน Mitotypes เพื่อให้มันกลายเป็นเครื่องมือที่ใช้วัดบุคลิกภาพของไมโตคอนเดรีย (น่าสนใจมากค่ะ)

ปิดท้าย คุณ Ari วกกลับมาถาม Dr.Martin เกี่ยวกับการออกกำลังกาย ในฐานะที่เป็นตัวสร้างความเครียดระดับ Hormesis ว่า เขามีความคิดเห็นอย่างไรกับหลักฐานงานวิจัยที่พบว่า ในระหว่างอายุ 20 ปีจนถึง 40 ปี มีการสูญเสียประสิทธิภาพของไมโตคอนเดรียไปประมาณ 50% ยิ่งพออายุถึง 70 ปี ประสิทธิภาพของไมโตคอนเดรีย หายไป 70 ถึง 75% แต่เมื่อคนสูงอายุ 70 ปี ซึ่งแอคทีฟ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ กลับพบว่าประสิทธิภาพของไมโตคอนเดรียมีการสูญเสียน้อยกว่า

 

Dr.Martin กล่าวสนับสนุนข้อมูลเพิ่มเติมว่า

› Hormesis คือปัจจัยที่กำหนดความมีประสิทธิภาพของไมโตคอนเดรียไม่ใช่อายุ

› การใช้ชีวิตสอดคล้องกับนาฬิกาชีวภาพในร่างกาย

› การหลีกเลี่ยงสารพิษจากสิ่งแวดล้อม

› การนอนที่มีคุณภาพ

› โภชนาการที่ดี

› ความเชื่อมโยงระหว่างทางเดินอาหารกับไมโตคอนเดรีย

› การจัดการความเครียด

ก็ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาสุขภาพของไมโตคอนเดรียเช่นกัน 

ใช้ชีวิตในแบบที่เต็มไปด้วยพลัง คบเพื่อนที่ทำให้รู้สึกมีคุณค่า ยกระดับจิตวิญญาณ สร้างแรงบันดาลใจให้เรา สร้างชีวิตเราให้มหัศจรรย์

 

Dr.Martin ปิดท้ายการสัมภาษณ์ได้น่าสนใจมากว่า สิ่งมีชีวิตเป็นประติมากรรมชั้นเลิศ ที่ถูกออกแบบมาให้มีความสามารถที่จะ “ปรับตัว” ได้ ทั้งทางกายภาพ ทางสรีระวิทยา ทางจิตวิทยา ซึ่งการปรับตัวจำเป็นต้องใช้พลังงานจากการสร้างของไมโตคอนเดรีย

ดังนั้นมุมมองของ Dr.Martin ต่อการเกิดโรคต่างๆนั้น เขาเชื่อว่า เกิดจากความล้มเหลวในการปรับตัวต่อการสร้างพลังงานของไมโตคอนเดรีย มากกว่าเกิดจากความผิดปกติขึ้นมาโดยตรงที่เนื้อเยื่อ/อวัยวะต่างๆ

หนึ่งสิ่งจากงานวิจัย ที่ Dr.Martin ฝากถึงผู้ฟังทุกคน ที่เขาอยากให้นำมาปฏิบัติ เพื่อปรับปรุงสุขภาพไมโตคอนเดรียก็คือ

ใช้ชีวิตในแบบที่เต็มไปด้วยพลัง คบเพื่อนที่ทำให้รู้สึกมีคุณค่า ยกระดับจิตวิญญาณ สร้างแรงบันดาลใจให้เรา สร้างชีวิตเราให้มหัศจรรย์

เพราะอารมณ์เหล่านี้ จะส่งผลให้ไมโตคอนเดรียของเรา เต็มไปด้วยการสร้างพลังงานชีวิตเช่นกัน และเมื่อ ไมโตคอนเดรียของเราทำงานได้ดี ย่อมส่งผลกลับต่ออารมณ์ที่ดี ต่อสุขภาพที่ดีของเราเช่นกัน

 

เป็นอันว่าพี่ปุ๋มจบภารกิจถอดเสียงการสัมภาษณ์ Dr.Martin Picard นักวิจัยดาวรุ่งสาขา Mitochondria Psychobiology เรียบร้อย เป็นการถอดเสียงที่ยากพอสมควร ดีใจที่ทำสำเร็จ และก็เป็นโพสที่พี่ประทับใจมาก เพราะได้ความรู้ใหม่จาก Dr.Martin Picard และตอกย้ำสิ่งที่พี่บอกกับตัวเองเมื่อต้นปีว่า พี่จะเจาะลึกทำความเข้าใจไมโตคอนเดรียและทางเดินอาหารให้มากขึ้น

ขอให้น้องๆทุกคน รักษาอารมณ์ให้ผ่องใส คิดดีกับตัวเองและผู้อื่น อย่าไปเสียเวลากับอดีต พี่ศรัทธาประโยคของ Eckhart Tolle มากว่า

“Realize deeply that the present moment is all you will ever have”

 

ขอความมีสุขภาพกายใจที่ดี จงสถิตอยู่กับทุกคน