9 วิธีในการรักษาไมโตคอนเดรียให้แข็งแรงสมบูรณ์ (ตอนที่ 2)


จาก : Fat For Fuel : A Revolutionary Diet to Combat Cancer, Boost Brain Power, and Increase Your Energy
โดย : Dr.Joseph Mercola

 


เมื่อตอนที่หนึ่งพี่ปุ๋มสรุป 3 วิธีแรกในการรักษาไมโตคอนเดรียให้แข็งแรงสมบูรณ์ ซึ่งก็คือ

1. โภชนาการคาร์บต่ำไขมันดีสูง
2. หยุดกินอาหาร (Fasting)
3. สัมผัสพื้นดิน เพื่อรับอิเลคตรอน (Grounding)

อ่านบทความตอนที่ 1

 


คืนนี้พี่สรุปต่อให้อีก 2 วิธีคือ

4 การได้รับแสงแดด ในปริมาณที่เหมาะสมทุกวัน (Sensible Sun Exposure)

 

การได้รับแสงแดด ในปริมาณที่เหมาะสมทุกวัน (Sensible Sun Exposure)

 

การพาร่างกายในสภาพที่เปิดผิวรับแสงแดดอย่างเหมาะสมทุกวัน เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์เพื่อสร้างความแข็งแรงให้ไมโตคอนเดีย ซึ่งง่าย ไม่เสียเงิน และทำได้ทุกวัน ยิ่งเป็นประเทศที่อยู่ในแถบเขตศูนย์สูตรแบบประเทศไทย ซึ่งอุดมสมบูรณ์ไปด้วยแสงอาทิตย์ ตั้งแต่เช้าจรดเย็น ยิ่งทำได้ง่าย

แสงแดดประกอบด้วยแสงที่คลื่นความยาวหลากหลาย ธรรมชาติจัดให้มีการกระจายในสัดส่วนที่เหมาะสม ในหลายหลายทาง มนุษย์ได้รับการออกแบบทางชีววิทยาที่คล้ายพืช นั่นก็คือมนุษย์สามารถสร้างสารอาหารที่ผิวหนังจากแสงแดดได้เช่นเดียวกับพืช

เราเรียกศาสตร์ที่ว่าด้วยการที่สิ่งมีชีวิต ใช้คลื่นทั้งหมดจากแสงอาทิตย์ ในการควบคุมกระบวนการทางสรีระวิทยาหลายกระบวนการว่า Photo biology ซึ่งน่าสนใจมากค่ะ

คนเมืองใช้ชีวิตทั้งวัน-คืนอยู่แต่ภายในอาคาร นั่นหมายถึงเรากำลังทำให้ร่างกายไม่ได้รับคลื่นความยาวแสงที่สำคัญจากแสงแดด ได้แก่ คลื่นแสงยูวีและคลื่นแสงอินฟราเรด ซึ่งคลื่นทั้งสองนี้ไม่มีอยู่ในแสงประดิษฐ์จากหลอดไฟภายในอาคาร นอกจากนั้นแม้แต่ตอนกลางวัน หน้าต่างของอาคารสำนักงาน(ซึ่งมักจะเคลือบสารป้องกันยูวี) ยังทำหน้าที่กรองคลื่นแสงที่สำคัญทั้งสองชนิดนี้ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพออกไป

เหตุผลหลักที่แสงอาทิตย์ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพก็เพราะ แสงอาทิตย์เป็นแหล่งให้โฟตอน ซึ่งเป็นอนุภาคเบื้องต้นจากการแผ่สนามคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าของแสงอาทิตย์ โฟตอนสามารถสร้างพลังงานไฟฟ้าได้ น้องๆลองนึกถึงแผงโซล่าร์เซลล์ที่ติดบนหลังคาบ้าน เมื่อได้รับแสงอาทิตย์ อนุภาคโฟตอนจากแสงอาทิตย์ จะทำปฏิกิริยากับอะตอมในแผงโซล่าเซลล์ และผลักอิเล็กตรอนจำนวนหนึ่งออกจากอะตอม เหนี่ยวนำเกิดเป็นกระแสไฟฟ้าขึ้น

ร่างกายก็คล้ายกับแผงโซล่าร์เซลล์ เมื่อเราอยู่นอกอาคารในสภาพที่สัมผัสพื้นดินเพื่อรับอิเล็กตรอน (Grounding) และแสงอาทิตย์อาบทั่วผิวหนังทั้งร่าง ในช่วงเวลานั้นจะเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ (Chain Reaction) ผลิตพลังงานไฟฟ้าขึ้นมา ซึ่งจะนำไปช่วยปรับปรุงการทำงานของไมโตคอนเดรียให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ปฏิกิริยาลูกโซ่นี้จะทรงพลัง เมื่อร่างกายอยู่ในสภาพสัมผัสพื้นดิน (Grounding) เพราะทำให้เกิดกระบวนการถ่ายเทพลังงานไฟฟ้าครบวงจรจาก ดวงอาทิตย์-ร่างกาย-พื้นโลก

ถ้าภายในเซลล์และผนังไมคอนเดรีย มีระดับของกรดไขมันโอเมก้า 3 และ ดีเอชเอในปริมาณที่เพียงพอ โดยเฉพาะดีเอชเอ ซึ่งเป็นไขมันชนิดเดียวที่สามารถรับโฟตอนจากแสงอาทิตย์และเปลี่ยนโฟตอนให้เป็นกระแสไฟฟ้าตรง (DC Electric Current)เรียกกระบวนการนี้ว่าThe photo electric Effect ไอสไตน์ได้รับรางวัลโนเบลในปีค.ศ. 1921 จากการค้นพบกระบวนการ Photo electric นี้

กระแสไฟฟ้าตรงที่เกิดขึ้นจากการที่ดีเอชเอเปลี่ยนโฟตอนให้เป็นพลังงานไฟฟ้า จะช่วยจัดเรียงโครงสร้างของน้ำภายในเซลล์ให้เป็นระเบียบขึ้น นำไปสู่การแทรกเข้าสู่อวัยวะภายในเซลล์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลลัพธ์ที่ได้คือช่วยในการเติมประจุพลังงานให้ไมโตคอนเดรียนำไปใช้งาน

หน้าที่ต่อสุขภาพอื่นของแสงอัลตราไวโอเลตก็คือ การกระตุ้นการสร้างไนตริกออกไซด์ภายในผิว ไนตริกออกไซด์มีคุณสมบัติขยายหลอดเลือดและพาเลือด 60% ไปเลี้ยงผิวหนัง ซึ่งยิ่งทำให้โฟตอนถูกส่งผ่านเข้ากระแสเลือดไปยังเนื้อเยื่อทั่วร่างกายได้ง่ายมากขึ้น นอกจากนั้นแสงอัลตราไวโอเลตบี มีอิทธิพลต่อการสร้างวิตามิน D ที่ผิวหนังอีกด้วย

5

การอบซาวน่าด้วยแสงอินฟราเรด (Infrared Sauna Therapy)

 

การอบซาวน่าด้วยแสงอินฟราเรด (Infrared Sauna Therapy)

การที่ร่างกายจะได้รับประโยชน์จากการอาบแดด จะต้องใช้เวลาวันละหลายชั่วโมง เพื่อให้ผิวหนังโดนแสงแดดในขณะที่ร่างกายสัมผัสพื้นดินอยู่

ในผู้ที่มีปัญหาสุขภาพรุนแรง และต้องการย้อนภาวะของโรค คืนความแข็งแรงสมบูรณ์ให้ร่างกาย มันคุ้มมากที่คนเหล่านี้จะย้ายถิ่นฐานมาอยู่ใกล้กับบริเวณเส้นศูนย์สูตรเพื่อรับแสงแดด

ส่วนผู้ที่ไม่ได้มีปัญหาสุขภาพใด ความท้าทายก็คือเราไม่สามารถที่จะใช้เวลาอย่างมีคุณภาพนอกอาคารได้ทุกวันตลอดทั้งปี ในคนกลุ่มนี้สามารถได้รับประโยชน์จากการอบซาวน่าด้วยแสงอินฟราเรดที่มีการแผ่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าต่ำ (Low -EMF-full-spectrum-Infrared Sauna Therapy)

แสงสีแดง (Red Light)และแสงอินฟราเรดสามารถแทรกลงลึกไปยังเนื้อเยื่อของร่างกายเพื่อให้พลังงานกับไมโตคอนเดรีย นำไปผลิต ATP นอกจากนั้นแสงอินฟราเรดยังมีหน้าที่สำคัญในการช่วยขจัดสารพิษออกจากร่างกาย การอบซาวน่าด้วยแสงอินฟราเรดสัปดาห์ละ 2 ถึง 3 ครั้ง เป็นสิ่งที่ดีมากต่อร่างกาย

ความร้อนที่เกิดขึ้นจากการอบซาวน่าด้วยแสงอินฟราเรด ยังมีประโยชน์ต่อระบบเมตาบอลิสมร่างกาย เพราะช่วยกระตุ้นยีนซึ่งส่งเสริมขบวนการสร้าง Heat-Shock Protein (HSP) ภายในเซลล์ เป็นการช่วยป้องกันโปรตีนภายในเซลล์ไม่ให้ถูกทำลายตามกาลเวลา จึงไม่เกิดการสะสมของ HSP ที่เสื่อมสลายภายในเซลล์

HSP ยังเกี่ยวข้องกับการมีอายุขัยที่ยืนยาว (Longevity) จากการที่ความร้อนจากการอบซาวน่าด้วยแสงอินฟราเรดช่วยเพิ่มปริมาณ HSP ภายในเซลล์ นอกจากนั้นความร้อนจากซาวน่าด้วยแสงอินฟราเรดยังช่วยสนับสนุนการสร้างไมโตคอนเดรียใหม่ภายในเซลล์อีกด้วย


พี่สรุปตอนที่สองเสร็จเทึ่ยงคืนพอดี เพิ่มวิธีการรักษาไมโตคอนเดียให้แข็งแรงอีก 2 วิธี รวมเป็น 5 วิธีแล้ว พรุ่งนี้เราจะมาต่อวิธีที่ 6 และ 7 กันค่ะ

ขอความมีสุขภาพกายใจที่ดีจงสถิตอยู่กับทุกคน