9 วิธีในการรักษาไมโตคอนเดรียให้แข็งแรงสมบูรณ์ (ตอนจบ)


จาก : Fat For Fuel : A Revolutionary Diet to Combat Cancer, Boost Brain Power, and Increase Your Energy
โดย : Dr.Joseph Mercola

 


เมื่อตอนที่ 3 พี่ปุ๋มสรุปมาถึง 7 วิธีในการรักษาไมโตคอนเดรียให้แข็งแรงซึ่งก็คือ

1. โภชนาการคาร์บต่ำไขมันดีสูง
2. หยุดกินอาหาร (Fasting)
3. สัมผัสพื้นดิน เพื่อรับอิเลคตรอนจากพื้นดิน (Grounding)
4. การได้รับแสงแดด ในปริมาณที่เหมาะสมทุกวัน (Sensible Sun Exposure)
5. การอบซาวน่าด้วยแสงอินฟราเรด (Infrared Sauna Therapy)
6. การป้องกันแสงสีฟ้าจากแสงประดิษฐ์ (Artificial Light)
7. การออกกำลังกาย (Exercise)

อ่านบทความตอนที่ 3

อ่านบทความตอนที่ 2

อ่านบทความตอนที่ 1


มาถึงตอนที่ 4 ซึ่งเป็นตอนสุดท้ายของหนังสือเล่มนี้แล้ว พี่ปุ๋มจะสรุปอีก 2 วิธีสุดท้ายคือวิธีที่ 8 และ 9 มาติดตามกันได้เลยค่ะ

8 การรักษาไมโตคอนเดรียด้วยความเย็น (Cold Thermogenesis)

 

การรักษาไมโตคอนเดรียด้วยความเย็น (Cold Thermogenesis)

การใช้ความเย็นเป็นอีกหนึ่งความเครียดต่อร่างกาย ที่กระตุ้นสิ่งมีชีวิตให้ปรับตัวไปในทางที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกาย คือ ความเย็นช่วยให้ร่างกายเลือกเผาผลาญไขมันเป็นแหล่งเชื้อเพลิง เพราะการทำให้ร่างกายสัมผัสกับความเย็นอย่างสม่ำเสมอ จะเพิ่มการสะสมไขมันสีน้ำตาล(Brown fat) ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อไขมันพิเศษชนิดหนึ่ง ที่นำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงเพื่อผลิตความร้อนให้แก่ร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงกว่าไขมันสีขาว(White fat) สีน้ำตาลที่เห็นในไขมันสีน้ำตาลคือสีของไมโตคอนเดรียค่ะ

ปล. พี่ปุ๋มเคยเขียนโพสต์เรื่องชนิดของไขมันสามประเภทคือ Brown fat, White fat และ Beige fat ไว้นานมาแล้ว ยังจำกันได้ไหมเอ่ย

นอกเหนือจากการเพิ่มการสะสมไขมันสีน้ำตาลเมื่อร่างกายเผชิญกับความเย็นแล้ว สมองยังเพิ่มการผลิต นอร์อิพิเนฟริน และ โดปามีน ซึ่งฮอร์โมนสองตัวนี้เกี่ยวข้องกับการมีสมาธิแน่วแน่ ปรับปรุงอารมณ์ และลดความเจ็บปวด ลดการอักเสบ เราสามารถเพิ่ม นอร์อิพิเนฟรินเป็น 2 เท่าได้ เพียงแค่แช่น้ำที่อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 20 วินาที

คุณสมบัติของนอร์อิพิเนฟริน เป็นทั้งสารสื่อประสาท(Neurotransmitter)และฮอร์โมน ที่ทำหน้าที่อย่างหนึ่งคือ ทำให้หลอดเลือดหดตัวเพื่อสงวนความร้อนร่างกายไว้ นอกจากนั้นยังออกฤทธิ์เป็นโมเลกุลที่ส่งสัญญาณให้เกิดการสร้างไมโตคอนเดรียเพิ่มขึ้นในเนื้อเยื่อไขมัน เพื่อใช้เป็นแหล่งเชื้อเพลิงในการผลิตความร้อนและพลังงานให้ร่างกาย ในขณะที่ร่างกายเผชิญความเย็น

ดังนั้นการทำให้ร่างกายสัมผัสกับความเย็นอย่างสม่ำเสมอ จะเป็นการทำให้ร่างกายทนต่อความเย็นได้มากขึ้น อันเป็นผลจากการที่ร่างกายสร้างไมโตคอนเดรียใหม่เพิ่มขึ้นในเนื้อเยื่อไขมัน ทำให้ไขมันสีขาวกลายเป็นไขมันสีน้ำตาลเพิ่มขึ้น และในสภาวะความเย็นร่างกายจะใช้เนื้อเยื่อไขมันสีน้ำตาลเหล่านี้เป็นแหล่งพลังงานก่อน

นอกจากนั้นเมื่อร่างกายเผชิญกับความเย็นก็จะสร้างโปรตีน(Cold Shock Protein)ชื่อ RNA-binding motif 3 หรือ RBM 3 ขึ้นเพื่อปกป้องสมอง ซึ่งการศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่าการรักษาด้วยความเย็นมีฤทธิ์ปกป้องเซลล์สมอง นอกเหนือไปจากการเพิ่มการสร้างไมโตคอนเดรียใหม่ๆ

เราสามารถเริ่มต้นใช้ความเย็นในการรักษาความแข็งแรงของไมโตคอนเดรียอย่างง่ายๆด้วยการเติมน้ำแข็งลงในอ่างอาบน้ำวัดอุณหภูมิน้ำให้ได้อุณหภูมิ 10-13 องศาเซลเซียส ล้างเครื่องสำอางออกจากใบหน้าให้สะอาด ทานอาหารที่มีไขมันสูงก่อนหน้าที่จะแช่ตัวในอ่างน้ำเย็น สิ่งแรกที่ทำให้จุ่มหน้าลงไปในน้ำเย็น และจุ่มอยู่ให้นานเท่าที่ทำได้ จากนั้นก็ให้เริ่มด้วยการใช้ขันตักอาบก่อน (ในหนังสือเขียนว่าให้ใช้ฝักบัว แต่พี่นึกภาพบ้านเราน้ำจากฝักบัวไม่มีทางอุณหภูมิ 10-13 องศาได้) จนเมื่อร่างกายเคยชิน ในที่สุดก็ให้ลงไปแช่ในอ่างที่มีน้ำแข็งใส่อยู่จำนวนมาก แช่จนเมื่อไหร่ที่รู้สึกมึนศีรษะ หรือผิวหนังกลายเป็นสีซีดเผือด ก็ให้หยุดการแช่น้ำเย็นจัดนั้น จับเวลาเอาไว้ และครั้งหน้าใช้เวลาให้น้อยกว่านั้น
(ใครที่สนใจ Cold Thermogenesis มากกว่านี้ ลองเข้าไปติดตามเพจ The Iceman (Wim Hof) ดูค่ะ พี่ก็ติดตามเขาอยู่ สั่งหนังสือแกมาอ่าน 1 เล่ม แกติสท์ดี)

สิ่งที่พี่ปุ๋มต้องเตือนคือ ถึงแม้ว่าการอบซาวน่า ซาวน่าอินฟราเรด และการแช่ในน้ำเย็นจัด จะค่อนข้างปลอดภัย แต่ถ้าเรามีปัญหาสุขภาพใดๆอยู่ ไม่ว่าจะเป็นความดันโลหิตสูง หัวใจ และอื่นๆ ก็ต้องปรึกษาแพทย์ก่อน เนื่องจากการใช้ความร้อนและเย็นจัดต่อร่างกาย เป็นการเพิ่มความเครียดให้หัวใจและระบบหลอดเลือดหัวใจ ดังนั้นกรุณาฟังเสียงร่างกายตัวเอง ในขณะที่อบซาวน่าอินฟราเรดหรือแช่น้ำเย็นจัด ว่าร่างกายทนได้แค่ไหน อย่าแข่งขันกัน หรือทำเกินกว่าที่ร่างกายรับได้นะคะ

 

9

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ส่งเสริมความแข็งแรงของไมโตคอนเดรีย (Supplements)

 

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ส่งเสริมความแข็งแรงของไมโตคอนเดรีย (Supplements)

นอกเหนือจากโภชนาการคาร์บต่ำไขมันดีสูง จะช่วยทำให้ไมโตคอนเดรียทำงานได้อย่างเหมาะสม ลดอนุมูลอิสระและ Reactive Oxygen Species จากปฏิกิริยาสันดาปเชื้อเพลิงภายในเซลล์แล้ว ก็ยังมีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางชนิดที่พวกเราอาจจะอยากรับประทาน เพื่อประโยชน์ยิ่งขึ้นต่อความแข็งแรงสมบูรณ์ของไมโตคอนเดรีย มาดูกันว่ามีอะไรบ้าง

1 เบอเบอรีน (Berberine)

เป็นสารประกอบอัลคาลอยด์สีเหลือง พบในพืชหลายชนิดเช่น ขมิ้นชัน เปลือกสมุนไพรจีนชวนหวงป้อ รากของต้นโกลเด้นซีล(Goldenseal) ออริกอนเกรฟ(Oregon grape) โกลด์เทรด(Goldthread) มีฤทธิ์ต้านจุลชีพ ต้านการอักเสบ และส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกัน

เพราะเหตุใดเบอเบอร์รีน จึงขึ้นมาเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีประโยชน์ต่อไมโตคอนเดรียเป็นอย่างยิ่ง ก็ต้องมาทำความเข้าใจ AMPK ก่อนค่ะ

AMPK เป็นหนึ่งในสามของ Nutrient Sensors ที่สำคัญของร่างกาย (นอกจากอินซูลิน และ mTOR) AMPK ทำงานตรงกันข้ามกับ mTOR

เมื่อใดก็ตามที่ร่างกายอยู่ในภาวะมีระดับอินซูลิน เลปติน และ IGF-1 (ฝาแฝดอินซูลิน) สูง มันจะเพิ่ม mTOR pathway และลด AMPK pathway (ร่างกายอยู่ในโหมดเจริญพันธุ์ แบ่งเซลล์ จึงลดการซ่อมสร้างและเก็บกวาดขยะในเซลล์โดยปริยาย) ซึ่งถ้าอยู่ในโหมดนี้อย่างยาวนานไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพเลยค่ะ

ในทางตรงกันข้ามถ้าร่างกายอยู่ในภาวะ อินซูลิน เลปติน และ IGF-1 ในเลือดต่ำ มันจะลดกิจกรรม mTOR และกระตุ้น AMPK ซึ่ง AMPK มีบทบาทสำคัญในการควบคุมขบวนการเมตาบอลิสมของร่างกาย ผ่านการสร้างสมดุลไขมัน กลูโคส และพลังงานของร่างกาย พอๆกับการที่มันมีบทบาทในการกระตุ้นการซ่อมและฟื้นฟูเซลล์(Autophagy) เมื่อ AMPK ถูกกระตุ้น ร่างกายจะเผาผลาญไขมันได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

แล้วสารประกอบอัลคาลอยด์ในเบอเบอรีน เกี่ยวข้องอะไรกับ AMPK

 

1. กระตุ้น AMPK pathway
2. กระตุ้นการเผาผลาญไขมันสีน้ำตาล
3. ออกฤทธิ์ต้านอนุมูนอิสระและ ROS
4. กระตุ้นการพากลูโคลสออกไปจากเลือด
5. ยับยั้งการสร้างกลูโคสที่ตับ
6. ปรับปรุงความไวของอินซูลิน
7. แสดงออกถึงฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็งหลายประเภท

เนื่องจากเบอเบอรีนมีค่าครึ่งชีวิตสั้น การเสริมอาหารด้วยเบอเบอรีน จึงจำเป็นต้องทานในขนาด 300 ถึง 500 มิลลิกรัมวันละ 3 ครั้งก่อนอาหารค่ะ

2. อูบิควินอล (Ubiquinol)

คือ โคเอ็นไซม์ คิว 10 ในรูป reduced form เป็นสารสำคัญในปฏิกิริยาการสร้างพลังงาน(ATP)ในไมโตคอนเดรีย ถือเป็นหนึ่งในสารต้านอนุมูนอิสระที่ละลายในไขมันเพียงไม่กี่ตัว ดังนั้นมันจึงมีหน้าที่สะเทิ้นอนุมูลอิสระที่ผนังไมโตคอนเดรีย(ซึ่งเป็นไขมัน) ดังนั้นการรับประทานอูบิควินอล จึงปกป้องผนังไมโตคอนเดรียจากภาวะที่ถูกอนุมูลอิสระโจมตี (oxidative damage)

ขนาดรับประทานอูบิควินอล โดยทั่วไปเริ่มที่ 200 ถึง 300 มิลลิกรัมต่อวัน ในผู้ที่ป่วยหนักสามารถเพิ่มขนาดได้เป็น 600 มิลลิกรัมต่อวันได้ รับประทานไปเป็นระยะเวลาสามสัปดาห์จนระดับอูบิควินอลในเลือดถึงระดับที่เป็นประโยชน์สูงสุด (Optimal Level) หลังจากนั้นให้รับประทานเพื่อ maintenance ไว้ที่ 100 มิลลิกรัมต่อวันก็เพียงพอแล้วในคนที่สุขภาพแข็งแรง แต่ถ้าหากว่าเรามีวิถีชีวิต ที่มีกิจกรรมประจำวันมาก เช่นออกกำลังกายหนัก มีความเครียดจากงานหรือชีวิต ก็อาจจะเพิ่มขนาด maintenance ไปเป็น 200 ถึง 300 มิลลิกรัมต่อวัน

 

3. แมกนีเซียม (Magnesium)

แมกนีเซียมเป็นแร่ธาตุที่ทุกอวัยวะในร่างกายต้องการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หัวใจ กล้ามเนื้อ และไต พบว่า 80% ของคนอเมริกันรับประทานแมกนีเซียมไม่เพียงพอ

RDA (Recommended Daily Allowance) สำหรับแมกนีเซียมคือ 310 ถึง 400 มิลลิกรัม ขึ้นอยู่กับอายุและเพศ ในอดีตเราได้แมกนีเซียมจากอาหารประมาณวันละ 500 มิลลิกรัม เนื่องจากความอุดมสมบูรณ์ของดิน แต่ปัจจุบันนี้พบว่าเราได้แมกนีเซียมจากอาหารเหลือแค่ 150 ถึง 300 มิลลิกรัมต่อวันเท่านั้น จึงจำเป็นต้องเสริมอาหารด้วยแมกนีเซียม

แมกนีเซียมช่วยเหลือในขบวนการสร้าง ATP จึงมีความสำคัญต่อความสมบูรณ์แข็งแรงของไมโตคอนเดรียเป็นอย่างยิ่ง

สัญญาณเบื้องต้นของการขาดแมกนีเซียมได้แก่ปวดศีรษะ ไม่เจริญอาหาร คลื่นไส้อาเจียน กล้ามเนื้ออ่อนล้า แมกนีเซียมที่ Dr.Mercola แนะนำคือ Magnesium threonate เพราะว่าดูดซึมเข้าไปในผนังไมโตคอนเดรียได้ดี (หาตามร้านยาไม่มีรูปฟอร์มนี้ค่ะ ต้องสั่งจาก amazon หรือ iherb)

4. แอล คาร์นิทีน (L-Carnitine)

สร้างมาจากกรดอะมิโน จึงพบในเนื้อแดงไข่ แอลคาร์นิทีนสามารถพาไขมันสายยาว(Long Chain Fatty Acids) ข้ามผ่านผนังไมโตคอนเดรียได้ จึงสามารถนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในไมโตคอนเดรียได้ดี ดังนั้นเมื่อเรากำลังอยู่ในช่วงเวลาเผาผลาญไขมันเป็นพลังงาน เราจะใช้คาร์นิทีนที่ร่างกายสร้างได้เอง มากกว่าการเผาผลาญกลูโคส จึงอาจมีภาวะขาดแคลนคาร์นิทีนชั่วขณะได้ จนกว่าร่างกายจะจัดการรักษาระดับคาร์นิทีนให้เหมาะกับสภาวะเมตาบอลิสมขณะนั้น

จึงเป็นการดีที่เราจะวัดระดับคาร์นิทีน เพื่อดูว่าเรามีมันเพียงพอต่อการสันดาปไขมันหรือไม่ โดยเฉพาะการสันดาปกรดไขมันสายยาว ขนาดแนะนำสำหรับการเสริมคาร์นิทีนคือ 500 ถึง 1500 มิลลิกรัมต่อวัน ไปสักระยะหนึ่งเพราะร่างกายสร้างคาร์นิทีนเองได้

 

5. น้ำจัดเรียงโครงสร้าง (Structured Water)

 

น้ำจัดเรียงโครงสร้าง (Structured Water)

แหล่งน้ำสะอาดเป็นปัจจัยสำคัญต่อการมีสุขภาพดีของมนุษย์และถึงแม้เราจะมีน้ำอยู่เป็นปริมาณสามในสี่ของโลกก็ตาม แต่น้ำก็ยังมีงานวิจัยเกี่ยวกับการวิเคราะห์โครงสร้างน้ำน้อยมาก

Dr.Gerald Pollack นักชีวฟิสิกส์แห่งมหาวิทยาลัยวอชิงตัน เป็นหนึ่งในผู้นำระดับโลก ในการวิเคราะห์ว่าน้ำมีบทบาทต่อชีวะวิทยาของสิ่งมีชีวิตอย่างไร เขาเขียนหนังสือชื่อ The Fourth Phase of Water อธิบายว่าน้ำสามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างไปอยู่ในระยะที่สี่ ซึ่งเรียกน้ำในระยะนี้ว่า EZ (Exclusion Zone) EZ มีโครงสร้างทางเคมีเป็น H3O แตกต่างจากน้ำทั่วไป ซึ่งเป็น H2O (พี่ก็สั่งหนังสือเล่มนี้ของแกมาดองไว้เรียบร้อย อยากมีเวลาอ่านหนังสือดีๆทุกเล่ม ทุกวัน)

วิธีที่ทำให้ร่างกายสามารถเปลี่ยนน้ำ H2O ระหว่างเซลล์ ให้กลายเป็น Structured Water ที่เรียกว่า EZ หรือ H3O ได้มากขึ้นนั้นคือ พาร่างกายไปอาบแดดอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากแสงแดดประกอบด้วยอินฟราเรด 40% (โดยเฉพาะแสงเหนืออินฟราเรด) ซึ่งจะช่วยเร่งการเปลี่ยนแปลงน้ำ H2O ให้กลายเป็น Structured Water H3O มากขึ้น

นอกจากนั้นก็ยังมีอีกวิธีคือ อบร่างกายในตู้อบอินฟราเรดซาวน่าชนิด low EMF จะช่วยเพิ่ม Structured Water (H3O) ระหว่างเซลล์ และยังช่วยขจัดสารพิษที่เก็บสะสมไว้ในเนื้อเยื่อไขมัน ให้ถูกปล่อยออกมาและขับออกนอกร่างกาย

สรุปวิธีที่จะทำให้เกิด H3O

 

1. ดื่มน้ำแร่ธรรมชาติ
2. อาศัยอยู่ในประเทศที่มีอากาศที่อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส (พี่ม่ายไหว)
3. ใช้เครื่องทำน้ำวน (Vortex Machine) เพื่อผลิต Structured Water
4. รับประทานหรือดื่มน้ำผักสด เพราะน้ำในผักเต็มไปด้วย H3I เมื่อทานสดๆเท่านั้น


ในที่สุดพี่ก็สรุปหนังสือดี Fat For Fuel : A Revolutionary Diet to Combat Cancer, Boost Brain Power, and Increase Your Energy โดย : Dr.Joseph Mercola จบจนได้ ใช้ความวิริยะอุตสาหะเป็นอย่างยิ่ง แต่เพื่อน้องๆทุกคน ศรีทนได้ 555

เตรียมรออ่านสรุปหนังสือดี ให้ความรู้เพื่อดูแลสุขภาพเล่มใหม่ The Secret Life of Fat โดย Dr. Sylvia Tara กันต่อไปค่ะ ขอพี่พักหายใจแพร๊บหนึ่งนะคะ

ขอความมีสุขภาพกายใจที่ดี จงสถิตอยู่กับทุกคน