Always Hungry (ตอนที 1)


Always Hungry (ตอนที 1)

 


“อาการหิว โหยหาของหวานตลอดเวลา ทานอาหารไปพักเดียว หิวอีกแล้ว และถ้าได้ทานของหวานๆ เครื่องดื่มมีน้ำตาลสักนิดนี่…แหล่มเลย”


พี่เชื่อว่าน้องๆต้องเคยประสบกับอาการข้างบนกันมาบ้าง โดยเฉพาะน้องๆที่พยายามจะลดน้ำหนักด้วยวิธีการจำกัดแคลอรี่ ทานให้เท่ากับ อัตราการเผาผลาญพลังงานพื้นฐาน และออกกำลังกายเพิ่ม เพราะเชื่อว่าร่างกายจะดึงไขมันส่วนเกินมาใช้ แล้วเราก็จะน้ำหนักลด ซึ่งก็ลดจริงๆค่ะ แต่ผ่านไปไม่ถึงปี น้ำหนักก็เพิ่มกลับมา หนำซ้ำเพิ่มมากกว่าเดิม รู้สึกหิวตลอดเวลา เหนื่อย เพลีย ไม่มีพลัง ง่วง แล้วก็โทษตัวเองว่า เราไม่มีแรงบันดาลใจ ไม่มีวินัยมากพอ….แล้วก็หมดหวังในการลดน้ำหนัก

จากหนังสือดีๆหลายเล่มที่พี่อ่าน ให้ข้อมูลเหมือนกันหมดว่า

1. การจัดการกับน้ำหนักไขมันส่วนเกิน ไม่เกี่ยวกับการจำกัดแคลอรี่ ไม่เกี่ยวกับการที่เราไม่มีแรงบันดาลใจ (มีบางรายเท่านั้น ที่เป็นปัญหาทางจิต) แต่เกี่ยวกับการจัดการสมดุลฮอร์โมนที่สะสมพลังงานและใช้พลังงานสะสม และควบคุมขบวนการหิว-อิ่ม

2. โภชนาการที่จะช่วยในการลดน้ำหนัก และ/หรือ รักษาน้ำหนักให้คงที่เป็นระยะเวลานานๆ จะต้องเป็นโภชนาการที่จัดการควบคุมความหิวได้ดี เพราะความหิวเป็นตัวการสำคัญมาก ที่ทำให้การลดน้ำหนัก หรือ รักษาน้ำหนักไว้นักเป็นไปได้ยาก

หนังสือ Always Hungry นี้ เขียนโดย Prof.Dr.David Ludwig เป็นศาสตราจารย์สาขากุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านต่อมไร้ท่อ อยู่ที่ Boston Children Hospital ด้านที่ท่านเชี่ยวชาญคือ Obesity หนังสือเล่มนี้ให้ความกระจ่างในเรื่องความหิว ซึ่งหลังจากที่พี่นั่งอ่านอยู่ทั้งวัน รวมทั้งอ่าน paper อื่นๆอีกด้วย พี่ก็จะพยายามอธิบายให้พวกเราเข้าใจให้ง่ายที่สุด

 

ขบวนการควบคุมความหิว

เป็นการทำงานของ สมองส่วนไฮโปทาลามัส ฮอร์โมนจากทางเดินอาหาร ตับอ่อน และเนื้อเยื่อไขมัน เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารเพื่อความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์

1. สมองส่วนไฮโปทาลามัส

จะรับสัญญาณจากสิ่งเร้าหลายทาง เช่น รูป กลิ่น รสของอาหาร ผ่าน ศูนย์รางวัล (Reward system) ทำให้เราคาดเดาความสุขจากการนึกถึงอาหารได้ จนเราต้องตักอาหารเข้าปาก และเป็นตัวรับสัญญาณจากฮอร์โมนของอวัยวะอื่น เพื่อประสานงานและสั่งการให้ร่างกายมีพฤติกรรมในการกินหรือหยุดกิน

2. ทางเดินอาหาร

มีฮอร์โมนที่สร้างหลายตัวมาก (พี่เขียนเรื่องนี้แล้ว เอาโพสต์เก่ามาวางให้อีกที) ตัวสำคัญคือ ghrelin ที่สร้างจากเซลล์ในกระเพาะอาหาร เมื่อร่างกายต้องการอาหาร โดยเฉพาะเวลากระเพาะว่าง ก็จะมีการสร้างฮอร์โมนนี้ ซึ่งจะส่งสัญญาณไปที่ไฮโปทาลามัส ให้สร้างความรู้สึกหิว นอกจากนั้น ระบบประสาททางเดินอาหาร( enteric nervous system) ยังทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของทางเดินอาหาร ที่เราเรียกว่า Migration Motor Complex (MMC III) ก็จะเป็นอาการท้องร้องโครกคราก เรียกร้องให้เราหยิบอาหารเข้าปาก และเมื่อได้รับอาหารเพียงพอแล้ว ทางเดินอาหารส่วนลำไส้เล็กตอนปลาย ก็จะสร้างฮอร์โมนอิ่ม ได้แก่ Cholecystokinin, Peptide YY, Glucagon-Like Peptide 1 Oxytomodulin ส่งสัญญาณไปถึงอวัยวะทั้งหมดว่า ร่างกายได้รับสารอาหารเพียงพอแล้ว

https://www.facebook.com/573063853038560/posts/663410524003892/

3. ตับอ่อน

เตรียมตัวสร้างฮอร์โมนหลักคือ อินซูลิน เพื่อเตรียมเคลื่อนย้ายกลูโคสออกไปให้เซลล์ และ เก็บสะสมพลังงานในรูปไขมันในเนื้อเยื่อไขมัน

4. เนื้อเยื่อไขมัน

สร้างฮอร์โมนเลปติน เพื่อส่งสัญญาณไปบอกสมองส่วนไฮโปทาลามัสว่าอิ่มแล้ว ก็จะได้หยุดกินอาหาร
(ดูรูปที่ 1,2 และ 3 ประกอบ)

รูปที่ 1 : สมองส่วนไฮโปทาลามัส (สีเหลือง) รับผิดชอบหน้าที่สำคัญต่อความอยู่รอดของร่างกายหลายอย่าง ที่สำคัญมากคือ การควบคุม metabolism ของร่างกาย
รูปที่ 1 : สมองส่วนไฮโปทาลามัส (สีเหลือง) รับผิดชอบหน้าที่สำคัญต่อความอยู่รอดของร่างกายหลายอย่าง ที่สำคัญมากคือ การควบคุม metabolism ของร่างกาย

 

รูปที่ 2 : อวัยวะสำคัญ 4 อย่างที่ผลิตฮอร์โมนสำคัญในการควบคุมความหิว ความอิ่มในร่างกาย
รูปที่ 2 : อวัยวะสำคัญ 4 อย่างที่ผลิตฮอร์โมนสำคัญในการควบคุมความหิว ความอิ่มในร่างกาย

 

รูปที่ 3 : infographic ที่ทำให้เราเห็นว่าในช่วงหิว และอิ่ม ฮอร์โมนจากกระเพาะอาหาร และเนื้อเยื่อไขมัน ฮอร์โมนใดมีอิทธิพลมากกว่ากัน
รูปที่ 3 : infographic ที่ทำให้เราเห็นว่าในช่วงหิว และอิ่ม ฮอร์โมนจากกระเพาะอาหาร และเนื้อเยื่อไขมัน ฮอร์โมนใดมีอิทธิพลมากกว่ากัน

 

ถ้าอวัยวะทั้ง 4 อย่างทำงานสอดประสานกันได้เป็นอย่างดี พวกเราก็จะไม่ Always Hungry

แต่อะไร ที่ทำลายสมดุลของขบวนการทำงานของอวัยวะทั้ง 4 อย่าง แล้วทำให้พวกเรา Always Hungry นำไปสู่ความอ้วนไขมันในที่สุด เรามาต่อตอนที่ 2 พรุ่งนี้ค่ะ

 

http://theconversation.com/chemical-messengers-how-hormones…


Previous articleCheat day
Next articleสมการ…การกิน
ภญ.โสภิตา ศิริรัตน์
พี่ปุ๋มเคยมีน้ำหนักถึง 92.8 กิโลกรัม เข้าข่ายอ้วนระดับอันตรายเลยค่ะ ปัจจุบันพี่ปุ๋มน้ำหนักลดลง 15 กิโลกรัม เอวลดลง 5 นิ้ว ไขมันลดลงไป 4.8% ซึ่งถึงแม้จะยังมีไขมันส่วนเกินที่ต้องขจัดออกอีกก็ตาม พี่ปุ๋มก็อยากจะแชร์ความรู้ที่ได้จากการอ่านหนังสือสุขภาพดีๆเยอะมาก รวมทั้งตำราวิชาการอื่นๆ นำมาปฏิบัติกับตัวเอง จนเข้าใจการทำงานของร่างกายในการสะสมและขจัดไขมันออก จึงอยากแบ่งปัน และอยากจะให้ทุกคนได้เห็นพัฒนาการการขจัดไขมันของพี่ต่อไป พร้อมๆกับชวนเพื่อนๆให้มาขจัดไขมันส่วนเกินไปด้วยกัน