CAC Score


ข่าวดีค่ะ ได้รับไมตรีจิตจากคุณหมอป้อง เป็นท่านแรก สรุป vdo ดีจาก 15 vdo ของ Biohacker Summit 2018 ที่เมือง Tallin, Esonia เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก คือ CAC Score เครืองมือช่วยชีวิตผู้คนให้ทราบความเสี่ยงการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันที่อาจตรวจไม่พบจากการเดินสายพาน หรือวิธีอื่น

คุณหมอป้อง Pong Wongwicharn กรุณาช่วยถอดความจาก lecture ของ Ivor Cummin วิศวกรที่ผันตัวเองมาเป็น Citizen Scientist เจ้าของเพจ The Fat Emperor ด้วยความเป็นวิศวกร เขาจึง approach ปัญหาสุขภาพ โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวข้องกับภาวะดื้อต่ออินซูลินอย่างเป็นระบบได้อย่างดียิ่ง 

ขอให้พวกเรากล่าวขอบคุณ คุณหมอป้องสำหรับความน่ารักที่สุดของคุณหมอด้วยค่ะ

คุณหมอป้อง ถอดความ vdo เรื่อง CAC Score จากการนำเสนอของ Ivor Cummins ในงาน Biohacker Summit 2018 ที่เมือง Tallin, Estonia ได้อย่างครอบคลุมสุดๆ

เชิญอ่านบทความกันได้เลยค่ะ

 


เมื่อวิศวกรขอแนะนำการจัดการดูแลร่างกายสักหน่อย
Ivor cummins

หลักการจัดการทางวิศวกรรมสามารถช่วยคุณจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเหล่านี้ได้อย่างไร ไม่เพียงแต่โรคหัวใจเท่านั้น รวมไปถึงโรคเบาหวานความดัน ไขมันต่างๆอีกด้วย หลายๆคนอาจจะยังไม่รู้จักแต่พี่ไอวอร์ท่าน
นี้เป็นคนดังของทางฝั่งอเมริกาในเรื่องของแคลเซียมแสกนหรือ CACS

CACS คืออะไร มันคือ coronary artery calcium score นั่นเอง

เป็นการทำ ct scan แบบหนึ่งซึ่งดูแคลเซียมบริเวณหัวใจโดยเฉพาะหลักการง่ายๆ คือ ตัดภาพคอมพิวเตอร์แสกนแล้วนับจุดแคลเซียมในแต่ละภาพบริเวณเส้นเลือดหัวใจโคโรนารีว่ามีจำนวนเท่าไร แล้วจำลองออกมาเป็นสามมิติ ว่ามันตีบหรือ เกิดอุดตันหรือมีคราบหินปุนที่เกาะตามหลอดเลือดหัวใจ

จากข้อมูล CACS นี้จะช่วยเพิ่มความสนใจให้กับแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยงของโรคหัวใจขาดเลือดฉับพลันได้ ทั้งยังเป็นการตรวจที่ไม่อันตราย ไม่ต้องฉีดสี ใดๆ เนื่องจากคราบหินปูนที่ตรวจพบ อยู่ใต้ต่อผนังหลอดเลือดชั้นในนั่นเอง

Heart CT Scan for CACS

เป้าหมายหลักของ CACS

คือเพื่อให้ตรวจพบความเสี่ยงต่อการเกิดเส้นเลือดหัวใจตีบตันแม้จะไม่มีอาการแสดงในคนไข้ ดังนั้น เกณฑ์การพิจารณาให้เอาคนไข้ที่มีความเสียงต่อการเกิดมาทำ เช่น ไขมันในเลือดสูง มีคนในครอบครัวเป็นเส้นเลือดหัวใจอุดตันเบาหวาน หรือ hyperinsulinemia ความดันสูง สูบบุหรี่ อ้วนลงพุง BMI เกิน 30https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/26482753

ส่วนอันนี้เป็นงานหลักของคุณไอวอร์ที่นำเสนอเกี่ยวกับการใส่ใจสุขภาพเรื่อง CACS นั่นเอง เป็นวิดีโอระดมทุนทำให้หลายๆสื่อในอเมริกาให้ความสนใจ
http://widowmakerthemovie.com/
http://www.thefatemperor.com/…/a-passion-to-save-lives-davi…

ไอวอร์เล่าว่า หลักการง่ายๆที่เค้รดชื่อคือ ถ้าคุณจะแก้ไขอะไรคุณต้องวัดมันให้ได้ก่อนและ เพียงการปรับเปลี่ยนแค่ยี่สิบเปอร์เซนต์ของสาเหตุโรคก็ทำให้ผลลัพธ์ถูกแก้ไขถึงแปดสิบเปอร์เซนต์ตามหลักของปาเรโต ง่ายๆแค่นี้
เค้าเล่าผ่านทาง เดวิด บ๊อบเบท นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จท่านหนึ่งที่ สุขภาพแข็งแรง ไม่สูบบุหรี่ ออกกำลังกายเป็นประจำ ไปตรวจทีไรหมอก็บอกแข็งแรงดี ทดสอบ ค่าเลือดก็ปกติ วิ่งสายพานก็ได้ผลที่น่าพึงพอใจ นี่ฟังดูคร่าวๆ คุณเดวิดไม่มีความเสี่ยงใดๆเลยนะ แต่ๆ ค่า CACS = 906 ซึ่งสูงมาก และมีความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันได้สูงถึง 75% จึงได้รับการฉีดสีตรวจสอบ พบว่า มีการอุดตันของเส้นเลือดหัวใจจริงๆ จึงได้ทำการรักษาด้วยการเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหารซึ่งก็ได้ผลดี

พี่ไอวอร์ยังได้เล่าให้ฟังถึงกระบวนการเกิด เส้นเลือดหัวใจตีบว่าเกิดจากการอักเสบและหินปูนแคลเซียมบริเวณหลอดเลือด ที่ผ่านไปๆ มันเกิดการแตกของ เยื่อหุ้มแคลเซียมนั้นและทำให้ เกิดการอุดตันและแข็งตัวของเส้นเลือดหัวใจในที่สุด เพราะฉะนั้นถ้าเราเจอการแข็งตัวของหินปูนแคลเซียมตั้งแต่แรก เราก็น่าจะควบคุมไม่ให้เกิดการแตกและอุดตันตามมาได้จริงไหม (นี่คิดแบบวิศวะนะครับ ว่างกันง่ายๆไปแก้ที่สาเหตุก่อนจะไปถึงจุดที่แก้ไขไม่ได้) คราวนี้มาดูกันว่า cacs ทำงานอย่างไร ก็คือการที่เราเข้าเครื่อง CT scanบริเวณหัวใจแล้ววัดระดับแคลเซียมในแต่ละภาพแล้วเอามาประมวลรวมกันว่าได้กี่แต้ม หากมากว่า 400 ก็ถือว่าสูง และมีโอกาสเกิดหัวใจขาดเลือด 26% ใน 10ปี หากมากกว่า 1000 มีโอกาสถึง 37% และมีโอกาสตายสุงถึง 23.1%
https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/17481445

 

Major risk factors for coronary disease

 

ต่อมาพี่เค้าพูดถึงกลุ่มคนอเมริกันเทียบกับคน Tsiman(ชนกลุ่มหนึ่งในโบลิเวีย ที่มีชีวิตด้วยการล่าสัตว์จับปลา มีความเสี่ยงโรคหัวใจน้อยมาก สรุปได้ใจความว่าคนอเมริกันมีค่า CACS ที่เปอร์เซนไทล์สูงมากขึ้นเรื่อยๆตามอายุ แต่ ถ้ามีการปรับเปลี่ยน ปัจจัยหลายๆเรื่องคือ หากปรับinsulin levelให้ต่ำลง มีผลน้ำตาลในเลือดที่ต่ำลง ไม่เป็นเบาหวาน ไม่เป็นความดัน ไม่อ้วนลงพุง ได้รับแต่ไขมันโอเมก้า3 ที่ดีมากๆ หรือก็คือไม่ได้เป็นโรคในกลุ่มอาการ metabolic syndrome หรือ hyperinsulinemia syndrome ผลกลับกลายเป็นว่า CAC score ต่ำมาก ก็คือ เป็นเหมือนกับกลุ่ม tsimane นั่นเอง สรุปคือ tsimane CACS ต่ำมากๆ ความเสี่ยง CAD น้อยมากแต่ที่พูดมาเป็นเพียงความโลกสวยเพราะในความเป็นจริงแทบจะไม่มีทางที่คนอเมริกันจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้แบบนั้น https://www.thelancet.com/…/PIIS0140-6736(17)3075…/fulltext…

ต่อมาเป็นการปรับความเข้าใจกับ LDL เมื่อมันไม่ได้กลายเป็นตัวชี้วัดของการเกิดหลอดเลือดอุดตันอีกต่อไป แต่ Hyperinsulinemina ,Insulin resistance ต่างหากที่มีความสำคัญของความรุนแรงของโรคนี้ ที่น่าตกใจคือ มีประมาณ 65เปอร์เซนต์ของคนอเมริกันที่อายุมากว่า45 ปี เป็นเบาหวานหรือ ระดับน้ำตาลเริ่มสูง หรือก็คือ เป็นกลุ่มที่มี insulin resistantนั่นเอง มาถึงส่วนสำคัญแล้ว คราวนี้ประยุกต์กับหลักปาเรโต (80/20)ในตอนต้น
20% ที่เราควรเปลี่ยนคืออะไร??? ก่อนจะตอบคำถามอยากถามเรื่องเบาๆสักเล็กน้อย คุณมีไขมันที่ดี หรือไขมันที่ป่วยล่ะ?? ไขมันที่ดีคือ ไขมันที่ไม่อักเสบ มีการสะสมพลังงานที่ดี ไขมันตามร่างกายที่ไม่ใช่ไขมันแกนกลาง viseral fat

 

CAC

เมื่อเราแบ่งกลุ่มคนตามสภาพร่างกายและกลุ่มที่เป็นภาวะhyperinsulinemiaแล้วพบว่า

Metabolically healthy normal weight + insulin sensitive = low risk
Metabolically obease normal weight + insulin resistant = high risk*
Metabolically Unhealthy Obese + insulin resistant = high risk*
Metabolically Unhealthy Obese + insulin sensitive = low risk


กลุ่มที่มีความเสี่ยงhigh risk*คือ กลุ่มที่มี insulin resistant ไม่ว่าจะอ้วนหรือไม่อ้วนก็ตาม


75th percentage of CAC score

อีกครั้ง!!!

สาเหตุสำคัญของกลุ่มโรคเส้นเลือดหัวใจอุดตันคือ Metabolic syndrome/insulin resistance syndrome นี่คือ 20% ที่ควรเปลี่ยนเพื่อ ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นได้ถึง 80 % ไง สาเหตุที่ควรกลับมาแก้ที่สุดคือ การเปลี่ยนวิธีการกินมา เป็น Low carb High healthgy fat ลดการบริโภคน้ำตาลทั้งกลูโคสในอาหารทั่วไปและฟรัคโตสในผลไม้ลง เพื่อป้องกันไม่ให้กลไกการอักเสบจาก insulin resistance และ hyperglycemia induce hyperinsulinemia ส่วนสาเหตุอื่นๆ ก็ค่อยๆแก้ไขไปตามลำดับ เช่น การกินปลามากขึ้น เพิ่ม Omega3 การเสริม Mg K2 การตากแดด เพิ่ม VitD nitric Oxideเป็นต้น

เน้นย้ำ ในวัยกลางคน พี่แกอยากแนะนำให้ทำ CACS มากเพื่อประเมินสกอร์เบื้องต้น เพื่อจะได้ใส่ใจสุขภาพแม้ไม่มีอาการ ถ้าสกอร์ต่ำก็ทำซ้ำที่ 5 ปี แต่ถ้า scoreสูง จะได้ตั้งใจปรับร่างกาย ปรับไลฟ์สไตล์ ปรับชีวิต ไม่ต้องรอมี ความเสี่ยงแล้วค่อยตรวจ แน่นอน วิธีการนี้ยังไม่เป็นไกด์ไลน์ในการรักษา แต่ชีวิตเราสามารถปรับได้ ตัดสินใจเพื่อชีวิตได้เอง และการทำ CAC ก็ไม่ได้อันตรายและไม่ได้น่ากลัวอะไรเลย