ปรากฎการณ์รุ่งอรุณ คืออะไร เกิดจากอะไร และจะแก้ไขอย่างไร


ปรากฎการณ์รุ่งอรุณ คืออะไร เกิดจากอะไร และจะแก้ไขอย่างไร
(Dawn Phenomenon, What is it, What causes it, and how do you fix it?)

โดย : Brent Creighton PhD.
วันที่ 27 พ.ย. 2560

บทความต้นฉบับ

 


พี่เพิ่งได้รับคำถามจากน้อง 2 ท่าน มาใน inbox ตกใจว่า ทำไมรับประทานโภชนาการคาร์บต่ำแล้ว ระดับน้ำตาลในเลือดตอนเช้าหลังจากไม่ได้ทานอาหารมาอย่างต่ำ 8 ชั่วโมง ถึงได้สูงเกินค่าปกติ (70-110 mg/dl) จนตกใจ ทั้งๆที่ก่อนหน้าที่จะใช้โภชนาการคาร์บต่ำ ระดับน้ำตาลในเลือดก็ปกติดี มันเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายกันแน่

ไม่ต้องตกใจไปค่ะ ปรากฏการณ์นี้เป็นที่รู้จักกันดี ในกลุ่มคนที่ใช้โภชนาการคาร์บต่ำ/คีโต ในการลดน้ำหนัก จัดการย้อนภาวะเบาหวาน เรียกว่า

ปรากฏการณ์รุ่งอรุณ (Dawn Phenomenon)

เรามาทำความเข้าใจสรีรวิทยาที่อยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์นี้ และสำรวจกลยุทธ์ที่จะช่วยลดระดับน้ำตาลจาก ปรากฏการณ์รุ่งอรุณ


ปรากฏการณ์รุ่งอรุณเกิดจากอะไร

› ชื่อนี้ได้จากการที่พบระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นช่วงเวลาใกล้ตื่นนอนตอนเช้า (ตีสี่ถึง 8 โมงเช้า) ถึงแม้ว่าสาเหตุที่แท้จริงเกี่ยวกับปรากฏการณ์นี้ยังไม่ชัดเจน แต่ก็เป็นที่ทราบกันว่า ฮอร์โมนได้แก่ แอดดรินาลีน คอร์ติซอล กลูคากอน และโกร๊ธฮอร์โมน มีบทบาทสำคัญในการเกิดปรากฏการณ์นี้

› ฮอร์โมนเหล่านี้ จะหลั่งออกมาตามจังหวะนาฬิกาชีวภาพ และมีแนวโน้มที่จะมีระดับสูงขึ้นในกระแสเลือด ในช่วงเวลาเช้ามืด เพื่อเตรียมพร้อมร่างกายสำหรับวันใหม่

› มีกระบวนการ 2 อย่างเกิดขึ้นที่ตับช่วงเวลากลางคืน ซึ่งส่งผลให้มีการปล่อยน้ำตาลกลูโคสจากตับ ออกมาในกระแสเลือดในตอนเช้ามืด กระบวนการดังกล่าวคือ

1. Glyconeolysis เป็นกระบวนการที่สลายไกลโคเจนให้ได้กลูโคสปล่อยออกมาในกระแสเลือด

2. Gluconeogenesis เป็นกระบวนการสร้างกลูโคสจากส่วนประกอบของโปรตีน (กรดอะมิโน) หรือไขมัน (กลีเซอรอล)

› ฮอร์โมนอีกหนึ่งชนิดที่มีบทบาทสำคัญคือ อินซูลิน เมื่อระดับกลูโคสในเลือดขยับสูงขึ้น ฮอร์โมนอินซูลินจะถูกปล่อยออกมาจากตับอ่อน เพื่อเคลื่อนย้ายกลูโคสจากกระแสเลือดเข้าสู่เซลล์ นำไปใช้สร้างพลังงานหรือเก็บสะสม ทำให้ระดับกลูโคสในเลือดกลับสู่ภาวะปกติ

 


ปรากฏการณ์รุ่งอรุณ เกิดขึ้นเฉพาะในคนมีภาวะเสี่ยงก่อนเป็นเบาหวาน หรือเบาหวานประเภทที่ 2 เท่านั้นหรือ


 

›  กระบวนการทางสรีระวิทยาเกี่ยวกับปรากฏการณ์รุ่งอรุณนี้ เกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่จำเป็นต้องมีภาวะเบาหวานหรือไม่มี

› ความแตกต่างระหว่างคนปกติ กับคนที่มีภาวะเสี่ยงก่อนเป็นเบาหวาน (Prediabetes) และเบาหวาน (Type 2 Diabetes) คือ ระดับอินซูลิน และวิธีที่ร่างกายตอบสนองต่อปรากฏการณ์นี้

› ในคนปกติที่มีความไวต่ออินซูลินดี และมีปริมาณอินซูลินเพียงพอ จะสามารถจัดการกับระดับกลูโคสที่เพิ่มขึ้นในช่วงเช้าได้เป็นอย่างดี ระดับกลูโคสที่เพิ่มขึ้น จะมีค่าเฉลี่ยกลับเป็นปกติในเวลาต่อมาของวัน

(ในคนปกติที่รับประทานโภชนาการแบบคาร์บต่ำ/คีโต ร่างกายอยู่ในโหมดใช้ไขมันเป็นเชื้อเพลิงในการสร้างพลังงาน มันจะทำให้ระดับอินซูลินในเลือดซึ่งต่ำอยู่แล้ว ทำหน้าที่ได้ช้าลง จึงใช้เวลานานขึ้นในการพากลูโคสตอนเช้าออกจากกระแสเลือดเข้าสู่เซลล์ เรียกภาวะนี้ว่า Physiological Insulin Resistance-พี่ปุ๋ม)

› แต่ในคนที่มีภาวะเสี่ยงก่อนเป็นเบาหวาน หรือ เบาหวานประเภทที่ 2 (Ref 1) ซึ่งมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน หรือตับอ่อนไม่สามารถหลั่งอินซูลินได้ในปริมาณที่เพียงพอ (ภาวะดื้อต่ออินซูลินนี้ มักจะมีสูงในช่วงเช้ามากกว่าเวลาอื่น – Ref 1) ก็จะพบว่าคนกลุ่มนี้จะจัดการกับระดับกลูโคสที่เพิ่มสูงขึ้นในตอนเช้าไม่ได้ดี จึงทำให้มีระดับกลูโคสในเลือดตอนเช้าสูง เป็นระยะเวลานานกว่าในคนปรกติ

› ถ้าหากว่าภาวะเสี่ยงก่อนเป็นเบาหวาน และเบาหวานประเภทที่ 2 เลวร้ายลง คนกลุ่มนี้ก็จะพบปรากฏการณ์รุ่งอรุณที่แย่ลงเช่นกัน จากการที่อินซูลินสูญเสียความไว และสูญเสียการทำหน้าที่ลงไปเรื่อยๆ


เราจำเป็นต้องแก้ไขปรากฏการณ์รุ่งอรุณนี้หรือไม่

› ในคนปรกติ ไม่มีความจำเป็นต้องแก้ไขปรากฏการณ์นี้ สิ่งสำคัญที่เราต้องทราบคือ ถึงแม้ว่าระดับกลูโคสในเลือดตอนเช้าจะสูงขึ้น เราควรให้ความสนใจกับระดับกลูโคสตลอดทั้งวันมากกว่า ว่าเป็นปรกติตลอดวันที่เหลือหรือไม่

› ส่วนในคนไข้เบาหวานประเภทที่ 2 หรือผู้มีภาวะเสี่ยงก่อนเป็นเบาหวานที่ใช้โภชนาการคีโต เพื่อย้อนภาวะเบาหวาน ควรสนใจค่าเฉลี่ยระดับกลูโคสในแต่ละวัน กับค่า HbA1C มากกว่าค่าระดับกลูโคสตอนเช้าเพียงวันเดียว เพราะค่า HbA1C คือการวัดค่าเฉลี่ยเปอร์เซ็นต์กลูโคสที่เกาะติดกับเม็ดเลือดแดง 3 เดือนย้อนหลัง

หากเราต้องการจัดการกับปรากฏการณ์รุ่งอรุณนี้ มีกลยุทธ์อย่างไรบ้าง

› ถ้าเราอยากรู้ว่า ระดับกลูโคสที่เพิ่มสูงขึ้นในตอนเช้า เป็นผลมาจากปรากฏการณ์รุ่งอรุณ หรือจากการที่เรารับประทานคาร์โบไฮเดรตมากไป สิ่งที่เราต้องทำคือ วัดระดับกลูโคสในเลือดตลอดทั้งวันดู

› สิ่งแรกที่เราต้องรู้คือ ระดับกลูโคสตอนเช้าหลังจากอดอาหาร 8 ชั่วโมง (จากผลการตรวจร่างกายล่าสุด) เมื่อทราบแล้วก็

1. วัดระดับกลูโคสตลอดทั้งวัน ตอนตื่นเช้า ก่อนอาหาร หลังอาหาร และก่อนนอน ลองวัดแบบนี้ดูสัก 2-3 วัน

2. วัดระดับกลูโคสตอนเช้าหลังจากอดอาหารมา 8 ชั่วโมง สัก 2-3 วันเพื่อดูรูปแบบของระดับกลูโคสในเลือดตอนเช้า

› เมื่อทำการทดสอบเป็นที่เรียบร้อย เราก็จะทราบรูปแบบของระดับกลูโคสในเลือด ที่สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตในแบบของเรา

› จากนั้น ลองใช้กลยุทธ์ข้างล่างเหล่านี้ แล้วทดสอบระดับกลูโคสในเลือดตอนเช้า เพื่อดูว่าแต่ละกลยุทธ์ที่ใช้ ส่งผลต่อระดับกลูโคสในเลือดตอนเช้าอย่างไร

 


กลยุทธ์ในการจัดการปรากฏการณ์รุ่งอรุณ

1 นอนหลับอย่างมีคุณภาพ 6-8 ชั่วโมงต่อคืน เข้านอนก่อนเที่ยงคืน เพื่อลดระดับคอร์ติซอล และปรับปรุง glucose tolerance (ref 3)

2 ลดปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่รับประทาน (ปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ)  เพื่อลดระดับกลูโคสในเลือด

3รับประทานอาหารเย็นให้เร็วขึ้น หลีกเลี่ยงการรับประทานของว่างตอนดึก

 

4

ลดปริมาณคาร์โบไฮเดรตให้น้อยที่สุดในมื้อเย็น เพื่อลดระดับกลูโคสในเลือด

 

5 มีกิจกรรมทำหลังอาหารเย็น เช่นเดินออกกำลังกายเบาๆ

 

6 ลดปริมาณคาร์โบไฮเดรตในมื้อเช้า ในคนที่มีภาวะดื้อต่ออินซูลิน เพราะเราพบว่าภาวะดื้อต่ออินซูลินจะสูงสุดในตอนเช้า

7 ทานอาหารมื้อเช้าเร็วหน่อย แต่คาร์โบไฮเดรตต่ำ เพื่อช่วยกระตุ้นการหลั่งอินซูลินออกมา พากลูโคสออกไปจากกระแสเลือด

 


ข้อมูลเพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพ

ไม่แนะนำคนที่มีภาวะเสี่ยงก่อนเป็นเบาหวาน หรือเบาหวาน ให้เปลี่ยนแปลงโภชนาการ แตกต่างไปจากที่ได้รับคำแนะนำจากนักโภชนาการมาก โดยไม่ปรึกษาแพทย์ก่อน โดยเฉพาะถ้าได้รับยารักษาเบาหวาน หรือยารักษาความดันโลหิตสูง

› การลดปริมาณคาร์โบไฮเดรต จะลดระดับกลูโคสในเลือด และความดันโลหิตลงได้ ซึ่งแพทย์จะได้ปรับขนาดยารักษาเบาหวาน และความดันโลหิตให้เหมาะสม เพื่อคนไข้จะได้ไม่ประสบกับภาวะน้ำตาล ความดันต่ำเกินไป ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพมาก


หวังว่าน้องๆ คงจะได้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องปรากฏการณ์รุ่งอรุณ เพื่อคลายความกังวลใจเกี่ยวกับปรากฎการณ์นี้กันได้แล้วนะคะ

ขอความมีสุขภาพกายใจที่ดี จงสถิตอยู่กับทุกคน