Fat For Fuel : A Revolutionary Diet to Combat Cancer, Boost Brain Power, and Increase Your Energy (ตอนที่ 1)


เขียนโดย Dr. Joseph Mercola

 


บทนำ

› Dr.Joseph ได้เขียนในบทนำว่าเขามีความหลงใหลในการศึกษาหาความรู้ในการรักษาสุขภาพมากกว่า 50 ปีลองผิดมากกว่าลองถูกกว่าจะเข้าใจและต่อภาพปริศนาการมีสุขภาพที่ดีได้

› เขาเริ่มต้นความหลงใหลเรื่องการมีสุขภาพที่ดีในปี 1968 เมื่อเขาได้อ่านหนังสือชื่อ Aerobic เขียนโดย Dr. Ken Cooper ซึ่งนำเขาไปสู่การตัดสินใจเรียนแพทย์ในปี 1978 ในช่วงเวลานั้นโภชนาการที่ได้รับการส่งเสริมว่าทำให้สุขภาพดี ก็หนีไม่พ้นโภชนาการคาร์โบไฮเดรตสูงไขมันต่ำ ได้รับการ promote โดยมีเดียทั่วอเมริกา ในช่วงเวลานั้น เขาเองก็สนับสนุนโภชนาการแบบนี้เช่นกัน

› จนถึงปี 1995 หลังจากที่เขาได้ฟังเล็กเชอร์ของ Dr.Rosdale ว่า


“ มะเร็งและโรคเรื้อรังเกือบทุกชนิด มีสาเหตุมาจากความผิดปกติของขบวนการเมตาโบลิซึมภายในไมโตคอนเดรีย อันเป็นผลมาจากภาวะดื้อต่ออินซูลินและเลปติน จากการบริโภคคาร์โบไฮเดรตที่มากเกินไป และจากการกระตุ้น mTOR metabolic signal pathway โดยการบริโภคโปรตีนเกิน” (พี่ต้องมีโอกาสเขียนเรื่อง mTOR อย่างละเอียดหนึ่งโพสต์แน่ๆ)


› มันคือจุดเริ่มต้นของการที่เขาเริ่มให้ความสนใจศึกษาไมโตคอนเดรียอย่างจริงจัง ถึงแม้ว่าในปัจจุบันนี้จะมีการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเมตาบอลิซึมภายในไมโตคอนเดรียยังไม่มากก็ตาม แต่เขาเชื่อว่ามันจะคือความหวังใหม่ในการป้องกันการเกิดโรคเรื้อรังเกือบทุกชนิด และส่งเสริมการมีสุขภาพดี

เอาละค่ะ พี่ปุ๋มจะเริ่มสรุปหนังสือเล่มนี้ไปทีละบท พี่ขอสกัดเอาแต่เนื้อหาที่สำคัญของแต่ละบทออกมานะคะ ไม่งั้นจะยาวมาก

 

บทที่ 1 : The Truth About Mitichondria, Free Radicals and Dietary Fat

เนื้อหา

1. ไมโตคอนเดรียคืออะไร
2. เพราะอะไรการรักษาไมโตคอนเดรียให้แข็งแรงเสมอ จึงสำคัญต่อสุขภาพมาก

› ไมโตคอนเดรีย เป็นอวัยวะเล็กๆที่มีอยู่ในเกือบทุกเซลล์ หนึ่งในบทบาทสำคัญของมันคือผลิตพลังงานโดยใช้ไขมันหรือน้ำตาลเป็นเชื้อเพลิงผสมกับออกซิเจนจากอากาศที่หายใจเข้าไป

› ไมโตคอนเดรียหนักราว 10% ของน้ำหนักตัว มีจำนวนราวๆ สิบล้านพันล้าน (อ่านไม่ผิดค่ะ ไม่รู้จะเขียนตัวเลขยกกำลังเท่าไหร่ดี)ในร่างกายของผู้ใหญ่ นึกถึงขนาดของหัวเข็มจะมีไมโตคอนเดรียบรรจุอยู่ได้ 1,000,000,000 ตัว

› เซลล์บางประเภทมีไมโตคอนเดรียมากเช่นเซลล์ไข่ของผู้หญิง(Oocyte) มีไมโตคอนเดรียนับแสนตัว ในขณะที่เซลล์เม็ดเลือดแดงและเซลล์ผิวหนังมีไมโตคอนเดรียสองถึงสามตัวหรือไม่มีเลย

› เซลล์ส่วนใหญ่รวมทั้งเซลล์ตับ มีไมโตคอนเดรียระหว่าง 80 ถึง 2000 ตัวต่อเซลล์ ยิ่งเซลล์มีกระบวนการเมตาบอลิสมที่แอคทีฟมากเท่าไหร่ ก็จะมีไมโตคอนเดรียมากเท่านั้น เช่น หัวใจ สมอง ตับ กล้ามเนื้อเป็นต้น

› ไมโตคอนเดรียจะผลิตโมเลกุลพลังงานที่ชื่อ ATP ตลอดเวลาที่เรายังมีชีวิตอยู่ ในแต่ละวันไมโตคอนเดรียผลิต ATP หนักราว 110 ปอนด์ เชื่อหรือไม่ว่าเมื่อเทียบกรัมต่อกรัมแล้ว ไมโตคอนเดรียผลิตพลังงานได้มากกว่าดวงอาทิตย์ 10,000 เท่า ต่อวินาที (ว้าว)

› ดังนั้นการทำหน้าที่ของไมโตคอนเดรียได้อย่างสมบูรณ์แบบ จึงเป็นกุญแจสู่การมีระบบเมตาบอลิสมที่สมบูรณ์ กลยุทธ์ในการซ่อมไมโตคอนเดรียให้ฟื้นสภาพกลับมาทำหน้าที่ได้เป็นปกติ จึงคือแนวทางรักษาใหม่ที่ง่ายและเป็นความหวังให้มนุษย์ที่จะปรับปรุงสุขภาพและป้องกันโรคเรื้อรังต่างๆ

Fat For Fuel : A Revolutionary Diet to Combat Cancer, Boost Brain Power, and Increase Your Energy (ตอนที่ 1)
illustraion from : https://www.genengnews.com/news/removal-of-damaged-mitochondria-helps-treat-chronic-inflammatory-disease/

 

The Important Role of Free Radicals in Mitochondria Energy Production

› ทุกเซลล์ในร่างกายต้องการพลังงานอย่างต่อเนื่องซึ่งได้มาจากการผลิตพลังงานของไมโตคอนเดรีย เพื่อการดำรงอยู่ของชีวิต ร่างกายต้องทำหน้าที่สองอย่างคือ หายใจเพื่อเอาออกซิเจนเข้าไปให้ไมโตคอนเดรีย และกินอาหาร เราเรียกกระบวนการที่ผลิตพลังงานโดยไมโตคอนเดรียนี้ว่า Oxidative Phosphorylation (กระบวนการนี้ตรงกันข้ามกับกระบวนการที่เกิดในเซลล์มะเร็ง ซึ่งได้พลังงาน ATP มาจากกระบวนการ Glycolysis ซึ่งใช้น้ำตาลภายนอกไมโตคอนเดรียผลิต ATP)

› ATP เป็นกระแสของพลังงานที่ขับเคลื่อนทุกปฏิกิริยาเคมีในร่างกาย ตั้งแต่การทำงานของสมองจนถึงการเต้นของหัวใจ เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจเป็นเนื้อเยื่อที่หนาแน่นไปด้วยพลังงานมากที่สุด เพราะมีไมโตคอนเดรียมากกว่า 5000 ตัวต่อเซลล์

› ในระหว่างกระบวนการ Oxidative Phosphorylation เกิดปฏิกิริยาเคมีที่ซับซ้อนมากมายภายในไมโตคอนเดรียเรียกว่า Krebs Cycle และ Electron Transport Chain

› มีอิเล็กตรอนที่รั่วไหลออกมาจาก Electron Transport Chain ในไมโตคอนเดรีย และฟอร์มตัวเป็น Reactive Oxygen Species (ROS) ROS เป็นโมเลกุลที่ไม่เสถียร จากการที่มันมีที่มีอิเล็กตรอนที่ไม่มีคู่อยู่หนึ่งหรือมากกว่าหนึ่งคู่ ทำให้ประพฤติตนเป็น Free radical (อนุมูลอิสระ) ที่มีฤทธิ์ทำลายล้างสูง พวกเราคุ้นเคยกับคำว่า อนุมูลอิสระ และก็เชื่อกันมาตลอดว่ามันอันตราย และเราก็นิยมทานอาหารเสริมกลุ่ม Anti oxidant เพื่อสะเทิ้นอนุมูลอิสระให้เป็นกลาง (ซึ่ง Dr.Joseph จะอธิบายให้ฟังทีหลังว่าไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้นเสมอไป)

› การที่อิเล็กตรอนที่ไร้คู่พยายามทำปฏิกิริยา oxidation กับโมเลกุลอื่น เพื่อสะเทิ้นภาวะไม่เสถียรของมัน ทำให้เกิดสนิมภายในร่างกาย (Biological Rusting) และเกิดสนิมภายในร่างกายนี้เป็นลูกโซ่ เพิ่มปริมาณอนุมูลอิสระภายในเซลล์ จนทำให้ผนังเซลล์และผนังไมโตคอนเดรียเปราะแตกหักง่าย จากปฏิกิริยา Lipid Peroxidation ที่ผิวเซลล์

› นอกจากนั้นอนุมูลอิสระที่เกิดจากปฏิกิริยา Oxidative Phosphorylation ในไมโตคอนเดรียที่เกินปรกติ ยังทำลาย DNA โดยขัดขวางการแบ่งตัว รบกวนกิจกรรมภายในที่ทำนุบำรุง DNA และเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง DNA มีรายงานวิจัยว่า DNA ได้รับความเสียหายจากการถูกอนุมูลอิสระโจมตี 10,000 ถึง 100,000 ครั้งต่อวัน จึงนำไปสู่การทำลายเนื้อเยื้อเพิ่มความเสี่ยงโรค มีการศึกษาว่าอนุมูลอิสระเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับโรคเรื้อรังมากกว่า 60 ชนิดเช่น Alzheimer’s, Atherosclerosis, Cancer

› ข้อมูลชวนตกตะลึงคือ มากกว่า 90% ของอนุมูลอิสระที่เกิดในร่างกายเรา เกิดอยู่ภายในไมโตคอนเดรีย อย่างไรก็ดี อนุมูลอิสระไม่ได้มีบทบาทในการก่อโรคอย่างเดียว มันก็มีประโยชน์ต่อสุขภาพด้วย ภายใต้ภาวะสรีระวิทยาตามปกติ อนุมูลอิสระมีบทบาทสำคัญต่อร่างกายหลายอย่างเช่น

1. มันกำกับหน้าที่สำคัญของเซลล์หลายประการ เช่น การสร้างเมลาโทนินและ Nitric oxide
2. ควบคุมให้กระบวนการเมตาบอลิสมเป็นไปได้อย่างเกิดประโยชน์สูงสุด เช่นควบคุมความหิว การเก็บสะสมไขมัน
3. ทำหน้าที่เป็นตัวรับสัญญาณ เพื่อตอบสนองความเครียดที่มาจากสิ่งแวดล้อมเช่น สารพิษ สารเคมี ควันบุหรี่
4. ทำหน้าที่สำคัญที่เป็นประโยชน์อันเกิดจากผลของการออกกำลังกาย เพราะเมื่อเราออกกำลังกาย ไมโตคอนเดรียสร้าง ATP มากขึ้น นั่นหมายถึงการสร้างอนุมูลอิสระที่เพิ่มขึ้นด้วย

› ROS (อนุมูลอิสระ) ในปริมาณปกติไม่ได้มีอันตรายแต่อย่างใด แต่ที่มากเกินปกติต่างหากที่ทำลายสุขภาพ ในบทต่อๆไปเราจะพูดถึงการใช้ Mitochondria Metabolic Therapy (MMT) ในการจัดการให้ไมโตคอนเดรียผลิต ROS ในปริมาณที่เหมาะสม

› นี่คือเหตุผลที่การทาน Antioxidant มากเกิน จนมันสะเทิ้นอนุมูลอิสระมากเกินไป มันก็จะไปขัดขวางประโยชน์ที่อนุมูลอิสระมีต่อร่างกาย

 


วันนี้พอแค่นี้นะคะ พรุ่งนี้พี่ปุ๋มมีคลาสสอน 2 วัน จะพยายามหาเวลาอ่าน สรุปต่อ บทที่ 2 นะคะ

ขอความมีสุขภาพกายใจที่ดี จงสถิตอยู่กับทุกคน