Metabolic Autophagy (ตอนที่ 4)


บทที่ 3 : ทำไมจึงต้องหยุดกินอาหาร (Why Intermittent Fasting)

แหล่งข้อมูล : หนังสือ Metabolic Autophagy
เขียนโดย : Siim Land

 


เมื่อตอนที่ 3 พี่สรุปจากหนังสือว่า การหยุดกินอาหาร มันเป็นกลยุทธ์ทางโภชนาการที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ และต่อการย้อนวัย (Anti-aging) นานับประการ ที่สำคัญไม่มีค่าใช้จ่ายเลย ซึ่งจากหนังสือเล่มนี้ได้สรุปประโยชน์ของการหยุดกินอาหาร (Fasting) ต่อสุขภาพไว้ 5 ประการคือ

  1. การหยุดกินอาหาร กับ ความแข็งแรงสมบูรณ์ของไมโตคอนเดรีย

  2. การหยุดกินอาหาร กับ การทำหน้าที่เป็นอย่างดีของสมอง

  3. การหยุดกินอาหาร กับ ความแข็งแรงของระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย

  4. การหยุดกินอาหาร กับ ความแข็งแรงของระบบทางเดินอาหาร

  5. การหยุดกินอาหาร กับ การขจัดไขมัน

อ่าน Metabolic Autophagy ตอนที่ 1 อ่าน Metabolic Autophagy ตอนที่ 2

อ่าน Metabolic Autophagy ตอนที่ 3


วันนี้พี่จะสรุปประโยชน์ของการหยุดกินอาหารที่มีต่อสมองกันค่ะ

› สมองมีน้ำหนักประมาณ 3 ปอนด์ หรือประมาณ 2% ของน้ำหนักตัว แต่กลับเป็นอวัยวะที่ใช้พลังงานประมาณ 20% ของพลังงานทั้งหมดที่ได้รับจากอาหาร

› สมองต้องชาร์จพลังงานไว้เต็มที่ ซึ่งถือเป็นความจำเป็นหลักของร่างกายเลยทีเดียว เพราะถ้าปราศจากการทำหน้าที่ของสมองในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ ชีวิตมนุษย์ก็อาจตกอยู่ในอันตรายและสูญพันธุ์ได้

› ดังนั้นการทำนุบำรุงสมองด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ ถือเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อให้สมองทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ


› อย่างไรก็ตาม มีการศึกษาทางคลินิกว่า การหยุดกินอาหารเป็นช่วงเวลา ก็นับว่ามีประโยชน์ต่อการทำหน้าที่ของสมองหลายประการเช่นกัน รายละเอียดมีดังต่อไปนี้

 

1 การหยุดกินอาหารทำให้เซลล์สมองใหม่ และจุดเชื่อมต่อสัญญาณประสาท (Synapses) เจริญเติบโต โดยเกิดจากมีการสร้างสารที่ใช้บำรุงเซลล์สมองชื่อ Brain-Derived Neurotropic Factor (BDNF) เพิ่มขึ้น จึงทำให้มีการสร้างเซลล์สมองใหม่

2 การหยุดกินอาหารส่งเสริมการสร้างสาร BDNF เพิ่มถึง 50-400% การศึกษาทางคลินิกพบว่า แค่ทำ IF 16 /8 ช่วยส่งเสริมความยืดหยุ่นของเซลล์ประสาท (Neuroplasticity) และกระตุ้นการผลิตเซลล์ประสาทใหม่ๆแล้ว

3 BDNF ที่เพิ่มขึ้นจากการหยุดกินอาหาร ออกฤทธิ์ต้านภาวะซึมเศร้า และปกป้องเซลล์สมองจากภาวะสมองขาดเลือด

4 การหยุดกินอาหาร ปกป้องเซลล์สมองจากภาวะเซลล์สมองเสื่อม เพราะกระบวนการ Autophagy ถูกกระตุ้นจากการหยุดกินอาหาร จึงมีการเก็บกวาดคราบขยะในสมองที่เรียกว่า Beta Amyloid และลดภาวะเครียดที่เนื้อเยื่อสมอง (Lower oxidative stress on neuronal tissue) เราจึงพบการใช้การหยุดกินอาหาร และโภชนาการแบบคีโต ในการรักษาภาวะลมชักในเด็กมาเป็นเวลา 100 ปีมาแล้ว

5 การหยุดกินอาหาร ส่งเสริมการผลิตโกร้ธฮอร์โมน ซึ่งนอกจากจะปกป้องการสลายกล้ามเนื้อแล้ว โกร้ธฮอร์โมนยังปกป้องเซลล์สมองอีกด้วย (Neuroprotective Effect)

6 การหยุดกินอาหาร เพิ่มระดับคีโตนในสมอง ซึ่งช่วยลดภาวะเซลล์สมองอักเสบ และรักษาระดับพลังงานสมองไว้ได้อย่างคงที่ เนื่องจากการเผาผลาญคีโตนเพื่อผลิตพลังงาน (ATP) ในไมโตคอนเดรีย จะมีภาวะเสถียร และเกิดอนุมูลอิสระน้อยกว่ากว่าการเผาผลาญกลูโคสมาก

7 การหยุดกินอาหาร เพิ่มการสังเคราะห์ไมโตคอนเดรียใหม่ๆให้เซลล์สมอง เพื่อเพิ่มการสร้างพลังงาน (ATP) ให้สมอง

8 การหยุดกินอาหาร ช่วยขจัดไขมันลดน้ำหนัก ซึ่งก็จะช่วยปรับปรุงการทำงานของสมองไปในตัว เพราะมีงานวิจัยที่พบว่าค่าดัชนีมวลกายที่สูง เกี่ยวพันกับการลดปริมาณเลือดไหลเวียนไปยังส่วนต่างๆของสมอง

9 การหยุดกินอาหาร ลดระดับกลูโคสในเลือด ซึ่งทำให้สมองเปลี่ยนมาใช้คีโตนเป็นวัตถุดิบในการผลิตพลังงาน (ATP) แทนกลูโคส ซึ่งการลดปริมาณกลูโคสที่สมองใช้ จะลดความเสี่ยงของภาวะเซลล์สมองดื้อต่ออินซูลิน ในปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์เรียกภาวะสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ว่าคือเบาหวานประเภทที่ 3 และพบว่าคนที่เป็นเบาหวานประเภทที่ 2 ซึ่งเกิดจากเซลล์เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลินนั้น มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์เพิ่มขึ้น 50 ถึง 65%

10 การหยุดกินอาหาร เพิ่มระดับ Betahydroxy bytyrate (Ketone bodies ตัวสำคัญ) ในสมอง ทำให้สมองแจ่มใส แหลมคม มีสมาธิจดจ่ออยู่กับงานได้ดี

 


ข้อ 10 นี้พี่ปุ๋มได้กับตัวเองมาก ด้วยอาชีพ Certified Trainer การสอนก่อนหน้าที่พี่ปุ๋มจะเริ่มขจัดไขมันด้วยโภชนาการคาร์บต่ำไขมันดีสูงนั้น เวลาพี่สอนติดกัน 2-3 วัน พี่ใช้พลังงานสมองเยอะมาก พอเสร็จวันแรกพลังงานพี่จะตก พอเข้าวันที่ 2 ตอนบ่าย พี่จะเริ่มพูดไม่รู้เรื่อง ติดขัด สมองไม่แล่น แตกต่างจากปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง ที่พลังงานพี่จะเสถียรมาก สมองแจ่มใส มีสมาธิในการสอน การพูดคล่องแคล่ว ตั้งแต่วันแรกจนวันปิดคลาส

พลังสมองดี


คืนนี้พี่ติดธุระกับพี่ชายเพิ่งถึงบ้านมานั่งเขียนโพสต์ พรุ่งนี้พี่มีคลาสสอน 2 วัน เตรียมเสร็จแล้ว แต่ขอทบทวนต่อก่อนนะคะ จึงขอจบโพสต์ตอนที่ 4 ไว้แต่เพียงเท่านี้

ขอความมีสุขภาพกายใจที่ดี จงสถิตอยู่กับทุกคน


 


Previous articleMetabolic Autophagy (ตอนที่ 3)
Next articleMetabolic Autophagy (ตอนที่ 5)
ภญ.โสภิตา ศิริรัตน์
พี่ปุ๋มเคยมีน้ำหนักถึง 92.8 กิโลกรัม เข้าข่ายอ้วนระดับอันตรายเลยค่ะ ปัจจุบันพี่ปุ๋มน้ำหนักลดลง 15 กิโลกรัม เอวลดลง 5 นิ้ว ไขมันลดลงไป 4.8% ซึ่งถึงแม้จะยังมีไขมันส่วนเกินที่ต้องขจัดออกอีกก็ตาม พี่ปุ๋มก็อยากจะแชร์ความรู้ที่ได้จากการอ่านหนังสือสุขภาพดีๆเยอะมาก รวมทั้งตำราวิชาการอื่นๆ นำมาปฏิบัติกับตัวเอง จนเข้าใจการทำงานของร่างกายในการสะสมและขจัดไขมันออก จึงอยากแบ่งปัน และอยากจะให้ทุกคนได้เห็นพัฒนาการการขจัดไขมันของพี่ต่อไป พร้อมๆกับชวนเพื่อนๆให้มาขจัดไขมันส่วนเกินไปด้วยกัน