Metabolic Flexibility : The Secret To A Great Body, Energy & Longevity (ตอนที่ 1)


ความยืดหยุ่นของไมโตคอนเดรีย ในระบบการจัดการพลังงาน : ความลับในการมีร่างกายแข็งแรง พลังงานชีวิตเต็มเปี่ยม และความมีอายุยืนยาว

แหล่งข้อมูล : https://www.chewsomegood.com/metabolic-flexibility-the-sec…/

 


มาแล้ว ดึกไปหน่อย Metabolic Flexibility เรื่องที่น่าสนใจมากๆ ลัดคิวเขียนโพสต์นี้เพื่อเป็นของขวัญวันหยุดสงกรานต์แก่น้องๆเลยนะคะ วันนี้พี่นั่งอ่านบทความ ดู vdo เรื่องนี้ทั้งวัน ตัดสินใจเลือกบทความนี้ จากประมาณ 10 บทความ เพราะข้อมูลครอบคลุมดี อ่านทำความเข้าใจได้ง่าย ใช้ภาษาที่คนทั่วไปเข้าใจได้ ในขณะเดียวกัน ก็มีข้อมูลเชิงลึกจำนวนหนึ่ง ให้ผู้ที่สนใจได้ศึกษาเพิ่มเติมค่ะ

น้องๆที่เริ่มลดน้ำหนักด้วยโภชนาการคาร์บต่ำไขมันดีสูง บางคนพบว่าทำไมฉันจึงเข้าภาวะคีโตซิสได้ยากกว่าคนอื่น แม้ว่าฉันมั่นใจว่ารับประทานคาร์บในปริมาณต่ำแล้วก็ตาม น้ำหนักลงช้ามาก เข้าสู่ภาวะ Keto adaptation ช้ามาก อาจมีคำตอบจากโพสต์นี้ค่ะ


Metabolic Flexibility (MF) คืออะไร

คือความยืดหยุ่นของไมโตคอนเดรีย ในระบบการจัดการสร้างพลังงาน MF เป็นกลไกที่ชาญฉลาดของร่างกายที่ทำให้เราสะสมหรือใช้พลังงานออกไปอย่างมีประสิทธิภาพในสภาวะที่มีการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมในแต่ละปี

MF ถูกควบคุมโดยสารอาหาร ฮอร์โมน ปัจจัยการถอดรหัสยีน (Gene Transcription Factors) และระบบการส่งสัญญาณจากเซลล์ (Cell Sinalling) ที่ทำหน้าที่เหมือนสวิตช์ปิด-เปิด MF

สวิตช์ปิด-เปิดนี้ ทำหน้าที่ตัดสินใจว่าร่างกายจะสร้างพลังงานจากสารอาหารใด จะเก็บสะสมพลังงาน และจะใช้พลังงานเพื่อทำหน้าที่ต่างๆของร่างกายอย่างไร

สารอาหารหลักสองชนิดที่แข่งขันกันเพื่อให้ไมโตคอนเดรียใช้เป็นเชื้อเพลิงในการสร้างพลังงานคือ กลูโคส และ ไขมัน(กรดไขมันและคีโตน)

 

Meatabolic Inflexibility (MI)คืออะไร

ตรงกันข้าม MI คือการที่ไมโตคอนเดรียสูญเสียความสามารถในการยืดหยุ่นเพื่อเลือกใช้เชื้อเพลิงใดๆที่มีอยู่ขณะนั้นสร้างพลังงาน(ATP) เมื่อใดก็ตามที่ไมโตคอนเดรียสูญเสียความยืดหยุ่นนี้ จะนำไปสู่โรคที่เกี่ยวข้องกับระบบเมตาบอลิสม เช่น เบาหวานประเภท 2 (Type 2 Diabetes)โรคอ้วน(Obesity) โรคหลอดเลือดหัวใจ (Cardiovascular Disease) กลุ่มอาการทางเมตาบอลิก (Metabolic Syndromes) ไขมันพอกตับ (Non Alcoholic Fatty Liver Disease) และ มะเร็ง (Cancer) เป็นต้น


เนื้อหาที่จะสรุปให้น้องๆได้อ่านกัน คงต้องแบ่งเป็น 3 โพสต์ดังนี้ค่ะ

1. ระบบเมตาบอลิสม 101
2. ไมโตคอนเดรีย กับ Metabolic Flexibility
3. กลุ่มอาการที่แสดงว่าเรามี Metabolic Inflexibility
4. ปัจจัยที่เพิ่ม Metabolic Flexibility
5. ปัจจัยที่ลด Metabolic Flexibility
6. ประโยชน์จากการเพิ่มประสิทธิภาพไมโตคอนเดรีย
7. ค่าเคมีในเลือด (Biomarkers)ที่ใช้วัด Metabolic Flexibility
8. การตรวจพันธุกรรมเพื่อวัด MF

1 ระบบเมตาบอลิสม 101

 

เป้าหมายที่สำคัญของกระบวนการเมตาบอลิสมคือ การสังเคราะห์พลังงานจากกลูโคส และ ไขมัน นอกจากเป้าหมายนี้แล้ว สารอาหารโมเลกุลใหญ่ทั้ง 3 ตัว คือคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน สามารถสร้างจากกันและกันได้ เช่น ไขมันสามารถเปลี่ยนทางเคมีไปเป็นกลูโคส โปรตีนสามารถเปลี่ยนทางเคมีไปเป็นกลูโคส กลูโคสสามารถเปลี่ยนแปลงทางเคมีไปเป็นไขมัน

เมื่อร่างกายอยู่ในภาวะหยุดกินอาหาร (Fasting) ระดับกลูโคสในเลือดต่ำ ไขมันสามารถเปลี่ยนทางเคมีไปเป็นคีโตน ใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิต ATP แทนกลูโคส เพื่อสำรองกลูโคสไว้ใช้ในกิจกรรมที่จำเป็น และเพื่อรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่

เมื่อเรารับประทานกลูโคสและหรือฟรุกโตสมากกว่าที่ร่างกายต้องการ มันก็จะถูกเปลี่ยนทางเคมีไปเป็นไตรกลีเซอไรด์ เก็บสะสมไว้ที่ตับและเนื้อเยื่อไขมัน และเก็บเป็นไกลโคเจนที่กล้ามเนื้อและตับ เพื่อเป็นพลังงานสำรอง

และเมื่อเรารับประทานไขมันเกินก็จะถูกเก็บสะสมในรูปไตรกลีเซอไรด์เช่นกัน

 

กระบวนการทางเคมีเหล่านี้มีความสำคัญยิ่งต่อการรักษาสมดุลพลังงานของร่างกาย เพื่อบำรุงสุขภาพที่ดี การทำงานของสมองมีประสิทธิภาพ ระดับพลังงานที่มีชีวิตชีวา และการป้องกันโรค

 

2

ไมโตคอนเดรีย กับ Metabolic Flexibility

 

 

รูปที่ 1 : โครงสร้างไมโตคอนเดรีย
รูปที่ 1 : โครงสร้างไมโตคอนเดรีย

ไมโตคอนเดรียเป็นอวัยวะเล็กๆในเซลล์ที่ความมหัศจรรย์เกิดขึ้น เพราะมีกิจกรรมทางเคมีที่สำคัญที่สุด นั่นคือการสร้างพลังงานชีวิต (ATP) หนึ่งหน่วยกลูโคสสามารถสร้าง ATP ได้ 36 โมเลกุล

ภายในไมโตคอนเดรียมีเอนไซม์มากมาย ที่ควบคุมขบวนการที่ไมโตคอนเดรีย จะเลือกใช้กลูโคสหรือไขมันในการสร้าง ATP อย่างซับซ้อน เริ่มต้นจากการใช้ Pyruvate จากกลูโคสหรือไขมัน เพื่อสร้าง Acetyl CoA จากนั้น Acetyl CoA ก็จะเข้าสู่กระบวนการ Kreb Cycle เพื่อสร้าง ATP

กระบวนการอันซับซ้อนดังกล่าวนี้ ที่เกิดขึ้นภายในไมโตคอนเดรีย เราเรียกว่า Pyruvate Dehydrogenase Complex (PDC) ซึ่งจะมีกลุ่มเอนไซม์ชื่อ Pyruvate Dehydrogenase Kinases (PDK’s) เป็นตัวเพิ่มหรือลดกิจกรรมของ PDC

 

รูปที่ 2: ขบวนการ Pyruvate Dehydrogenase Complex ในไมโตคอนเดรีย
รูปที่ 2: ขบวนการ Pyruvate Dehydrogenase Complex ในไมโตคอนเดรีย

PDC เปรียบเสมือนแม่กุญแจหลัก ที่ควบคุมสมดุลการใช้กลูโคส (Glucose Metabolism) หรือ ไขมัน (Fat Metabolism) โดยมี PDK’s เป็นกลุ่มลูกกุญแจที่คอยไขให้ถูกจังหวะกับสภาพแวดล้อมขณะนั้น

ไมโตคอนเดรียจะเลือก Acetyl CoA จาก Pyruvate ที่ได้มาจาก กลูโคส หรือ ไขมัน โดยใช้กฎทั่วไปดังนี้

1. ถ้ามีไขมันจากอาหารที่รับประทานเข้าไปในปริมาณที่มากกว่า ไมโตคอนเดรียก็จะส่งเสริมการใช้ไขมันเป็นเชื้อเพลิงผลิต ATP (Fat Metabolism) เก็บสะสมไขมันไว้ในเนื้อเยื่อไขมัน และเปลี่ยนเป็นกลูโคสเก็บสำรองไว้ ถ้าหากว่าพบว่ามีระดับกลูโคสในเลือดต่ำผ่านขบวนการ Gluconeogenesis

2. ถ้ามีกลูโคสจากอาหารที่รับประทานเข้าไปในปริมาณที่มากกว่า ไมโตคอนเดรียก็จะส่งเสริมการใช้กลูโคสเป็นเชื้อเพลิงผลิต ATP (Glucose Metabolism) กลูโคสที่เหลือใช้ ก็จะเก็บไว้ในรูปไกลโคเจนที่กล้ามเนื้อและตับ และไตรกลีเซอไรด์ไว้ที่ตับและเนื้อเยื่อไขมัน นอกจากนั้นจะยับยั้งไมโตคอนเดรียไม่ให้ใช้ไขมันเป็นเชื้อเพลิงในการสร้าง ATP

นี่คือแก่นของ Metabolic Flexibility

3

กลุ่มอาการที่บ่งชี้ว่าร่างกายอาจไม่มี Metabolic Flexibility

 

1 อ่อนล้า (Fatigue)

 

2

น้ำหนักเพิ่ม (Weight Gain)

 

3

สมองไม่ปลอดโปร่ง (Foggy Brain)

 

4

คุณภาพการนอนหลับไม่ดี (Poor Sleep)

 

5

อารมณ์ไม่แจ่มใส ซึมเศร้า (Low Mood/Depression)

 

6

หิวตลอดเวลา (Always Feeling Hungry)

 

7

หายใจไม่ลึก ติดขัด (Shortness of Breath)

 

8

การใช้สมองในการตรึกตรองลดประสิทธิภาพลง (Poor Cognition)

 

 

จบตอนที่หนึ่งแต่เพียงเท่านี้นะคะพรุ่งนี้เรามาว่ากันต่อถึง

– ปัจจัยอะไรบ้างที่จะช่วยเพิ่ม Metabolic Flexibility
– และต้องระมัดระวังปัจจัยอะไรบ้างที่จะลด Metabolic Flexibility


หวังว่าบทความเรื่อง Metabolic Flexibility ในตอนที่ 1 นี้ จะช่วยให้น้องๆเริ่มเข้าใจว่า ทำไมบางคนลดน้ำหนัก(ไขมัน)ได้ง่าย ยากต่างกัน เมื่อใช้โภชนาการคาร์บต่ำ ไขมันดีสูง เราจะมาเจาะลึกเพิ่มเติมกันในวันพรุ่งนี้ ต้อนรับสงกรานต์กันค่ะ 

ขอความมีสุขภาพกายใจที่ดี จงสถิตอยู่กับทุกคน