Protein vs LCHF เราต้องระวังการทานโปรตีนไม่ให้มากเกินไปเพื่อให้คงอยู่ในภาวะคีโตซิส….จริงหรือ (ซีรีส์ย้อนวัย) ตอนที่ 2


โปรตีน (Protein) กับ โภชนาการคาร์บต่ำไขมันดีสูง (LCHF) เราต้องระวังการทานโปรตีนไม่ให้มากเกินไปเพื่อให้คงอยู่ในภาวะคีโตซิส (Ketosis) ….จริงหรือ
(ซีรีส์ย้อนวัย) ตอนที่ 2

โดย Prof.Stuart Phillips

 


ปัญหาใหญ่ที่พบในผู้ที่ใช้โภชนาการคาร์บต่ำไขมันดีสูง (LCHF) หรือที่เรียกกันว่า Ketogenic Diet คือการทานโปรตีน (Protein) ไม่พอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน

โดยลักษณะการทานคาร์บต่ำ ถึงต่ำมากในคนกลุ่มนี้ ส่งผลให้ระดับอินซูลินในเลือดต่ำอยู่แล้ว เพื่อให้เกิดการเปลี่ยน partition ของแหล่งพลังงานจากการเผาผลาญกลูโคสมาเป็นเผาผลาญกรดไขมัน น้ำหนักไขมันในร่างกายถึงได้หายไป

ระดับอินซูลินที่ต่ำในผู้ที่ใช้โภชนาการคาร์บต่ำไขมันดีสูง ส่งผลสำคัญต่อกล้ามเนื้อที่ต้องตระหนักคือ

“อินซูลินเป็น Anabolic Hormone สนับสนุนการสร้างมวลกล้ามเนื้อ โดยพากรดอะมิโนจากอาหารเข้าไปในมวลกล้ามเนื้อ เพื่อสร้างและซ่อมแซมมัดกล้ามเนื้อใหม่และเก่า”

  • ดังนั้นเมื่อระดับอินซูลินในเลือดต่ำ ผลก็คือ มีการสลายมวลกล้ามเนื้อได้ง่ายในผู้ที่ใช้โภชนาการคาร์บต่ำไขมันดีสูง (Ketogenic Diet) ความกลัวโปรตีนที่มากเกินไป เกิดจากความกลัว 2 ประการคือ
    1. โปรตีนที่มากเกินไป จะกระตุ้นการหลั่งอินซูลิน แล้วทำให้หลุดจากภาวะคีโตซิส
    2. กรดอะมิโนที่มีคุณสมบัติเปลี่ยนเป็นกลูโคส (Glucogenic amino acids) จะทำให้เกิดสร้างกลูโคสใหม่จากขบวนการ Gluconeogenesis แล้วจะกระตุ้นให้ระดับอินซูลินในเลือดสูงขึ้น ก็จะทำให้หลุดจากภาวะคีโตซิส
  • ทั้ง 2 ความกลัวนี้ Prof.Stuart และจากบทความอื่นๆที่พี่ปุ๋มอ่านเพิ่ม จะธิบายให้พวกเราเลิกกลัวโปรตีนว่า
    1. โปรตีนเป็นสารอาหารที่ใช้เวลาย่อยนานมากที่สุดในบรรดาสารอาหารทั้ง 3 ตัว คือ 4-5 ช.ม.กว่าที่จะถูกดูดซึมเข้า Hepatic Portal Vein ดังนั้น กลูโคสที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยหลังจากทานโปรตีน ไม่ได้มาจากขบวนการสร้างกลูโคสใหม่จากโปรตีนแน่นอน แต่มาจากฮอร์โมนกลูคากอน ที่ออกมาช่วยสลายกลัยโคเจนที่ตับให้ได้กลูโคสมาสร้างสมดุลในเลือด (Glucose Homeostasis) ซึ่งมันเกิดขึ้นเสมอในช่วงเรานอนหลับ ช่วงระหว่างมื้ออาหาร ซึ่งอินซูลินต่ำ ไม่งั้นชาวคีโตคงตายไปในขณะนอนหลับแล้ว เพราะอินซูลินก็ต่ำ กลูโคสในเลือดก็ต่ำ แต่เราก็ยังอยู่ในภาวะคีโตซิสได้ พร้อมกับมี Glucose Homeostasis ได้ด้วย อันนี้พี่พูดถึงในคนสุขภาพปรกตินะคะ ดังนั้นไม่ต้องกังวลเรื่องการหลุดจากภาวะคีโตซิสเลยค่ะ ตอบคำถามคาใจข้อ 1 ได้แล้วนะคะ (ยกเว้นถ้าเป็นคนไข้เบาหวานประเภทที่ 1 และ 2 ซึ่งกลูคากอนจะไม่มีเบรคเลย มันจะสลายกลัยโคเจนได้กลูโคสแบบ non stop นั่นเป็นอีกเรื่อง)
    2. ถูกต้องที่กรดอะมิโนบางตัวก็มีคุณสมบัติสร้างเป็นกลูโคสได้ง่ายกว่าตัวอื่น (Glucogenic amino acids) ได้แก่ alanine, arginine, asparagine, aspartic acid, cysteine, glutamate, glutamine, glycine, histidine, methionine, proline, serine, and valine แต่อย่าลืมว่า โปรตีนมันต้องทำหน้าที่ที่สำคัญของมันต่อร่างกายให้เสร็จเรียบร้อยก่อนที่มันจะไปทำหน้าที่อื่น ซึ่งหน้าที่ของมันมีร้อยแปดพันประการ และมันก็ไม่ได้เปลี่ยนเป็นกลูโคสได้ง่าย ถ้าไม่มีความต้องการกลูโคส มันเป็น Demand-driven ค่ะ ไม่ใช่ Supply-driven

 

ดังนั้นแทนที่จะมัวกังวลเรื่องหลุดจากคีโต Prof.Stuart บอกว่าสิ่งที่ชาวคีโตควรจะกังวลมากกว่าคือ

  1. ทานโปรตีนให้พอที่ 1.2-1.6 กรัม/นนตัว 1 กิโลกรัม/วัน
  2. ออกกำลังกายแบบ resistance Training เพื่อรักษามวลกล้ามเนื้อ เพื่อช่วยคานอำนาจภาวะระดับอินซูลินต่ำในคนที่ทานคีโต แล้วจะทำให้มีการสลายมวลกล้ามเนื้อได้ง่าย
  3. Prof.Stuart พูดถึง Dr.Shawn Baker ซึ่งทานแต่โปรตีนกับไขมัน ซึ่งเขาทานเนื้อสัตว์วันละราวๆ 2 กิโลกรัม คาร์บเท่ากับ 0 กรัม ก็ยังอยู่ในภาวะคีโตซิสได้

สงสัยต้องต่อตอนที่ 3 วันศุกร์นะคะ พี่เดินทางวันพฤหัสเย็น เรื่องที่ยังค้างอยู่คือ

-โปรตีนที่ทานมากเกินทำลายไตหรือไม่

– Fasting สลายมวลกล้ามเนื้อหรือไม่

คืนนี้เขียนโพสต์เสร็จดึกมาก (ไม่อยากบอกเวลา) ขอตั้งเวลาโพสต์เป็นพฤหัสเช้านะคะ

อ่านบทความ ซีรี่ย้อนวัย ตอนที่ 1


 

อ่านบทความอ้างอิง