The Diet fix : How to lose weight and keep it off one last tim (ตอนที่ 1)


Dr.Zoe Harcombe

 

“เลิกนับแคลอรี่กันเสียที” ดีไหม

ถ้าว่าด้วยเรื่องวิทยาศาสตร์ของการลดน้ำหนัก ในปัจจุบันนี้มีนักวิทยาศาสตร์/บุคลากรทางการแพทย์ที่มีข้อมูลสนับสนุนความเชื่อของตัวเอง แบ่งเป็นสองกลุ่มคือ

1 Calorie Deficit Model หรือ CICO Model (Calorie in < Calorie Out)

model นี้ เชื่อว่า ถ้าต้องการลดน้ำหนักไขมันจะต้องทำให้ร่างกายอยู่ในสภาพที่ได้พลังงานจากอาหารน้อยกว่าที่ร่างกายต้องการ

2 Carbohydrate Insulin Obesity Model

เชื่อว่าถ้าต้องการลดน้ำหนักไขมันจะต้องจัดการกับฮอร์โมนที่ควบคุมการสะสมพลังงาน ในรูปไขมันและไกลโคเจน ฮอร์โมนที่ควบคุมการสะสมไขมันมีมากกว่า 30 ชนิดแต่ฮอร์โมนหลักคืออินซูลิน

เลิกนับแคลอรี่เสียทีได้ไหม

Dr.Zoe เป็น ผู้เชี่ยวชาญที่อยู่ในกลุ่มที่สอง ในหนังสือเล่มนี้จะพิสูจน์ด้วยหลักฐานงานวิจัยทางคลินิกว่าเพราะอะไร CICO Model จึงไม่ได้ผลในการลดน้ำหนักไขมัน และในระยะยาวส่งผลเสียอย่างไรต่อร่างกาย

เธอเริ่มต้นบทที่หนึ่งในหนังสือเล่มนี้ด้วยข้อความที่สื่อโดย สมาคมนักกำหนดอาหารแห่งสหราชอาณาจักร ซึ่งพี่ก็แน่ใจว่าครั้งหนึ่งในชีวิตพวกเรา ที่ผ่านการลดน้ำหนักมา ต้องเคยได้ยินหรืออ่านพบ


“To lose 1lb of fat you need to create a deficit of 3,500 calories.”
The British Dietetic Association


“เพื่อที่จะลดน้ำหนักไขมันทุก 0.5 กิโลกรัม คุณต้องรับประทานให้ได้พลังงานน้อยกว่าความต้องการของร่างกาย 3500 แคลอรี่” สมาคมนักกำหนดอาหารแห่งสหราชอาณาจักร

 

› Dr.Zoe บอกว่าถ้าข้อความด้านบนเป็นจริง เธอคงเสียชีวิตไปนานแล้ว เพราะเธอเคยรักษาน้ำหนักให้คงที่ ด้วยวิธีการทานอาหารวันละ 1000 แคลอรีมาตลอดการเรียนในช่วงมหาวิทยาลัย เมื่อสิ้นสุดปีที่ 1 เธอควรจะสูญเสียไขมันในร่างกายไป 104 ปอนด์ (47 กิโลกรัม) ถ้ารวมน้ำกับกล้ามเนื้อที่หายไปด้วย เธอก็คงสูญเสียน้ำหนักทั้งหมดของร่างกายเธอไปตั้งแต่ปีแรก (เธอหนัก 120 ปอนด์ หรือเท่ากับ 54.5 กิโลกรัม) แต่เธอก็ทำได้เพียงแค่รักษาน้ำหนักเดิมไว้

› แต่กลับไม่มีบุคลากรทางการแพทย์ท่านใดเคยสงสัย หรือตั้งคำถามนี้กับหน่วยงานสาธารณสุขของประเทศอังกฤษเลยว่า “ข้อความนี้มีการศึกษาทางคลินิกใดรองรับหรือไม่” ทุกครั้งที่เธอตั้งคำถามนี้ในการประชุมทางสาธารณสุข ผู้คนก็พากันหัวเราะกับคำถามเธอ ถึงแม้เธอจะแจกแจงรายละเอียดให้ฟังว่า ข้อความนี้ไม่เคยมีหลักฐานทางคลินิกพิสูจน์เลย แต่กลับกลายเป็นว่าข้อความดังกล่าว ยังคงถูกเผยแพร่ต่อไปทางสื่อสิ่งพิมพ์ ไม่ใช่เฉพาะในประเทศอังกฤษแต่กลายเป็นทั่วโลก

› นั่นคือจุดเริ่มต้นงานค้นคว้าของเธอในปี 2552 เพื่อตามหาคำตอบต่อข้อความดังกล่าวซึ่งเกี่ยวข้องกับ CICO Model ว่า มันมีจุดเริ่มต้นมาจากไหน มีงานวิจัยใดรองรับ

› เธอกล้าหาญมาก โดยตั้งคำถามเป็นทางการ ไปยังหน่วยงานสาธารณสุขชั้นนำของประเทศอังกฤษ 7 แห่งให้ช่วยตอบคำถามเธอว่า ข้อความดังกล่าวนี้มาจากไหน มีงานวิจัยใดรองรับ หน่วยงานเหล่านี้จึงได้ลงโฆษณาประชาสัมพันธ์ข้อความดังกล่าว ในแผ่นพับของหน่วยงานตัวเอง เพื่อแจกจ่ายกับประชาชนทั่วไป หน่วยงานทั้ง 7 นี้คือ

1. The British Dietetic Association
2. Dietitians in Obesity Management
3. The National Health Service
4. The National Institute for Clinical Excellence (as it was then –it’s now the National Institute for Care and Health Excellence)
5. The Department of Health
6. The National Obesity Forum
7. The Association for the Study of Obesity

› หน่วยงานทั้งเจ็ดไม่สามารถตอบคำถามเธอได้เลย ต่างโยนกันไปกันมาว่าแต่ละหน่วยงานไม่ได้เป็นต้นกำเนิดของข้อมูลนี้ (แต่ก็ยังมีข้อความเหล่านี้ปรากฏอยู่ในสื่อสิ่งพิมพ์ของหน่วยงาน??)

› เธอไม่หยุดอยู่เพียงแค่นั้น เธอจึงส่งคำตอบของทุกหน่วยงาน และถามต่อไปยังกระทรวงสาธารณสุข (Dr.Zoe สุดยอดจริงๆ)ให้หาคำตอบให้เธอ ในที่สุด The National Institute of Care and Health Excellence ซึ่งเป็นหน่วยงานสาธารณสุขที่รับผิดชอบ ในเรื่องการจัดการให้มีแนวทางสาธารณสุข ที่มีหลักฐานงานวิจัยรองรับ ก็ส่งเอกสารหนึ่งชุดชื่อ “Management of Obesity : Full Guidance (ทำในเดือนธันวาคม 2549) มาให้เธอ ซึ่งเป็นการศึกษาทางคลินิกที่ทำในคน 12 คน ให้ทานอาหารที่มีแคลอรีต่ำกว่าที่ร่างกายต้องการวันละ 600 แคลอรี่ เป็นเวลาหนึ่งปี ผลลัพธ์เทียบกับกลุ่มควบคุมที่ทานอาหารตามปกติ ก็ไม่ได้ให้ผลตามที่ข้อความดังกล่าวอ้างไว้เลย นั่นคือถ้าทานอาหารต่ำกว่าที่ร่างกายต้องการวันละ 600 แคลอรี่เป็นเวลา 365 วันก็ควรจะลดน้ำหนักไขมันไปได้ 28 กิโลกรัม (600 x 365 วัน หารด้วย 3500)

› แต่ในความจริงผลลัพธ์ในคน 12 คนนี้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ตั้งแต่หนักเพิ่มขึ้น 0.4 กิโลกรัมถึงน้ำหนักลดลงมากที่สุดคือ 7.8 กิโลกรัม (ซึ่งไม่ได้หมายถึงน้ำหนักไขมันอย่างเดียวแต่เป็นน้ำ + กล้ามเนื้อด้วย)

› ในขณะเดียวกัน Dietitian in Obesity Management ก็ได้ส่งเอกสารชุดเดียวกันนี้มาให้เธอเช่นกัน พร้อมกับสรุปว่า


“ มีหลักฐานทางคลินิกที่ดีว่า การให้อาหารที่มีแคลอรีต่ำกว่าความต้องการของร่างกาย 600 แคลอรี่ต่อวัน สามารถลดน้ำหนักโดยเฉลี่ยได้ 5 กิโลกรัมในหนึ่งปี”


 

› Dr.Zoe จึงถามว่า อ้าว…แล้วข้อความข้างล่างนี้มาจากไหน คุณถึงยังคงใส่ไว้ในสื่อสิ่งพิมพ์ของหน่วยงาน

“เพื่อที่จะลดน้ำหนักไขมันทุก 0.5 กิโลกรัม คุณต้องรับประทานให้ได้พลังงานน้อยกว่าความต้องการของร่างกาย 3500 แคลอรี่”

คำตอบก็ยังคงอยู่ในสายลม !!!

 

Dr.Zoe จึงสรุปว่า

› นอกจากข้อความ

“เพื่อที่จะลดน้ำหนักไขมันทุก 0.5 กิโลกรัม คุณต้องรับประทานให้ได้พลังงานน้อยกว่าความต้องการของร่างกาย 3500 แคลอรี่”

จะเป็นเพียงนิทานพื้นบ้านเล่าต่อกันมา จนทำให้พวกเราเชื่อว่า น้ำหนักเป็นเรื่องของแคลอรี่มานานแสนนาน

› Eat less, Move more กินให้น้อยเคลื่อนไหวให้มากขึ้น เป็นมันตราที่แพร่กระจายตามสื่อต่างๆมานานกว่า 50 ปี

› ถึงเวลาที่พวกเราจะทิ้งมันไปได้แล้วค่ะ แล้วก็ลดน้ำหนักอย่างถูกต้องและสามารถรักษาน้ำหนักนั้นไว้ได้อย่างที่ต้องการ

 


จบตอนที่หนึ่งแต่เพียงเท่านี้ค่ะ ในตอนที่สองเราจะมาดูถึงหลักฐานที่โต้แย้ง CICO Model หลายชิ้น ซึ่งการศึกษาทางคลินิกที่สำคัญที่สุดที่ Dr.Zoe อ้างถึง และพี่ปุ๋มจะสรุปให้พวกเราอ่านกันคือ

“The Minnesota Starvation Experiment” อันโด่งดัง ซึ่งเป็นการศึกษาที่ให้ข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญที่สุดต่อโภชนาการในการลดน้ำหนักมาจนถึงปัจจุบันนี้

รอติดตามตอนต่อไปนะคะ

ขอความมีสุขภาพกายใจที่ดี จงสถิตอยู่กับทุกคน


 

อ่านบทความตอนจบ

อ่านบทความตอนที่ 3

อ่านบทความตอนที่ 2