แสงสีแดงนั้นสำคัญไฉน (ตอนที่ 1)


สรุปจาก The Ultimate Guide to Red Light Therapy

โดย : Ari Whitten

พระเจ้าตรัสว่า “จงเกิดแสงสว่าง” ความสว่างก็เกิดขึ้น

ปฐมกาล 1 : 3


บทนำ

› การค้นพบผลทางชีววิทยาของแสงสว่าง โดยเฉพาะแสงสีแดงและใกล้อินฟราเรด (Red and Near Infra Red) ต่อร่างกายมนุษย์ เริ่มในทศวรรษ 1960 โดยนักวิจัยชาวฮังกาเรียนชื่อ Endre Mester ซึ่งพบว่าแสงสีแดงสามารถเร่งการสมานแผลและกระตุ้นการสร้างเซลล์ใหม่ในมนุษย์

› หลังจากนั้นสาขา Photobiomodulation (PBM) ก็กลายเป็นศาสตร์มีการทำงานวิจัยนับพันเรื่อง ตลอดระยะเวลา 50 ปีที่ผ่านมา

› คณะกรรมการอาหารและยาประเทศสหรัฐอเมริกา approved เครื่องมือสำหรับให้การรักษาด้วยแสงสีแดงหลากหลายวัตถุประสงค์ ตั้งแต่ต้านความชรา ฟื้นฟูผมร่วง รักษาสิว ระงับความเจ็บปวด เร่งการสมานแผล ขจัดไขมัน เป็นต้น


หนังสือเล่มนี้เป็นหนึ่งในหนังสือที่พี่อ่านแบบวางไม่ลง จากคนที่เข้าใจแสงสว่างน้อยมาก และก็คิดเพียงว่ามันทำให้เรามองเห็นสิ่งต่างๆบนโลกได้เท่านั้น กลับตื่นตาตื่นใจ และตั้งใจจะออกแบบแสงในห้อง ให้เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพมากที่สุด หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่คนทั่วโลก 383 คนที่เข้ามารีวิว ให้คะแนนเฉลี่ย 5/5 พี่จะสรุปเฉพาะเนื้อหาสำคัญที่จะเป็นประโยชน์กับพวกเรา ใครต้องการอ่านแบบละเอียด ก็ซื้อหามาอ่านกันได้ค่ะ

Ari Whitten เริ่มต้นหนังสือได้น่าสนใจว่า


ถ้ามีโอสถที่พิสูจน์แล้วว่า มีฤทธิ์ในการต้านผิวเหี่ยวย่น ต่อสู้โรคทางระบบประสาท ขจัดอาการซึมเศร้าและวิตกกังวล เร่งขบวนการเผาผลาญไขมัน ทำให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วจากการออกกำลังกาย เพิ่มความอึดและความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อ ต่อสู้ภาวะภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง ผมร่วงน้อยลง แผลจากการบาดเจ็บหายเร็วขึ้น โดยมีอาการข้างเคียงน้อยมากหรือไม่มีเลย มันคงเป็นธุรกิจยาที่มีมูลราคาเป็นพันล้านเหรียญสหรัฐ แพทย์ทั่วโลกก็คงจะสั่งจ่ายยาเม็ดนี้ให้คนไข้ทุกวัน แล้วก็เรียกมันว่า “ยาทิพย์”


 

ยาที่ว่านี้มีจริง ไม่ได้มาในรูปเม็ดยา แต่มาเป็นคลื่นแสงสีแดงและใกล้อินฟราเรด (Red and Near Infrared Light)

คลื่นแสงสีแดงและใกล้อินฟราเรดนี้ ถือเป็นหนึ่งในการค้นพบอันมหัศจรรย์ที่มีต่อสุขภาพในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา มีงานวิจัยเป็นพันฉบับ ที่ศึกษาพลังของคลื่นแสงสีแดงและใกล้อินฟราเรด ที่มีผลต่อการส่งเสริมสุขภาพมนุษย์ Ari บอกว่า น่าเศร้าใจที่มนุษย์ส่วนใหญ่ไม่เคยตระหนักรู้เรื่องนี้

มนุษย์แค่มองว่าแสงสว่างก็เป็นเพียงด้านที่ตรงข้ามกับความมืด แสงสว่างทำให้เราสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆได้ ความคิดที่ว่าแสงสว่างสามารถทะลุทะลวงเข้าไปภายในเซลล์และส่งผลต่อการทำงานของเซลล์ได้นั้น เป็นความคิดที่เพ้อเจ้อ มนุษย์ส่วนใหญ่ไม่เคยตระหนักรู้ว่า แสงบางความยาวคลื่น มีผลกระทบต่อสุขภาพอย่างลึกซึ้ง และมีความจำเป็นต้องได้รับทุกวันเช่นเดียวกับสารอาหารค่ะ


ย่านความยาวคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic Spectrum)

› ความยาวคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เริ่มตั้งแต่ 0.0001 นาโนเมตร (รังสีแกมมาและเอ็กซเรย์) จนกระทั่งไปถึงความยาวคลื่นเป็นเซนติเมตรและเมตร (เรดาร์และคลื่นวิทยุ)

› ส่วนความยาวคลื่นแสงในช่วงที่ตามองเห็น (Visible Spectrum) เริ่มตั้งแต่ประมาณ 400 นาโนเมตร(แสงสีม่วง) ไปจนถึงประมาณ 700 นาโนเมตร (แสงสีแดง) ซึ่งพวกเราท่องจำกันสมัยเรียนวิทยาศาสตร์ แสงสีรุ้ง ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง

› ความยาวคลื่นแสงก่อนหน้าแสงสีม่วงคือ อัลตราไวโอเลต หรือแสงเหนือม่วง ส่วนคลื่นแสงสีแดงที่มีความยาวคลื่นประมาณ 600 ถึง 700 นาโนเมตร และแสงใกล้อินฟราเรด (Near Infrared Light) มีความยาวคลื่นแสงประมาณ 700 ถึง 1100 นาโนเมตรค่ะ

รูปที่ 2 : จากหนังสือเล่มนี้ แสดงถึงความยาวคลื่นของแสงที่ตาเรามองเห็น
รูปที่ 2 : จากหนังสือเล่มนี้ แสดงถึงความยาวคลื่นของแสงที่ตาเรามองเห็น

 

› คลื่นแสงสีแดงและใกล้อินฟราเรดนี้แหล่ะค่ะ ที่มีผลอย่างมหัศจรรย์ต่อร่างกายมนุษย์ โดยเฉพาะคลื่นแสงสีแดงและแสงใกล้อินฟราเรดที่มีงานวิจัยรองรับมากที่สุด จะมีความยาวคลื่นอยู่ในช่วงแคบๆระหว่าง 630 ถึง 680 นาโนเมตร และ 800 ถึง 880 นาโนเมตร (ตรงนี้สำคัญมากนะคะในการเลือกซื้ออุปกรณ์ผลิตแสงสีแดงและใกล้อินฟราเรด)


แสงที่มีผลกระทบทางชีวะวิทยา 5 ประเภท ซึ่งมนุษย์ต้องการเพื่อสุขภาพที่ดี
(The 5 Bioactive Types of Light)

1 แสงสีฟ้า (Blue Light)
ช่วยในการตั้งค่านาฬิกาชีวภาพในสมอง (Supra Chiamastic Nucleus) ซึ่งส่งผลในการควบคุมสารสื่อประสาท (Neurotransmitter) และฮอร์โมนต่างๆมากมาย

2 แสงอัลตราไวโอเลต Ultra Violet Light)
ช่วยทำให้ร่างกายสามารถสังเคราะห์วิตามินดีจากแสงอาทิตย์ได้ และงานวิจัยล่าสุดพบว่า UVA ช่วยในการสร้างไนตริกออกไซด์ ซึ่งขยายหลอดเลือด ทำให้ระบบการไหลเวียนโลหิตดี ลดความดันโลหิต

3 แสงไกลอินฟราเรด (Far Infrared Light)
เป็นแสงที่ใช้ในอินฟราเรดซาวน่า โดยทำให้เซลล์มีอุณหภูมิที่สูงขึ้น แสงที่คลื่นความยาวนี้ เป็นส่วนหนึ่งของแสงอาทิตย์ที่ทำให้เรารู้สึกร้อน จึงกระตุ้นการไหลเวียนของเหลวภายในเซลล์ การไหลเวียนโลหิต

4 แสงสีแดง (Red Light)
มีผลต่อไมโตคอนเดรียในเซลล์โดยกระตุ้นการสร้างพลังงาน (ATP)ให้เพิ่มขึ้น

5 แสงใกล้อินฟราเรด (Near Infrared Light)
มีผลเช่นเดียวกับแสงสีแดงคือ กระตุ้นการสร้างพลังงาน (ATP) ในไมโตคอนเดรียให้เพิ่มขึ้น


สุขภาพมนุษย์จะดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับการได้รับแสงทั้งห้าประเภทนี้ในขนาดที่เหมาะสม


มนุษย์ในยุคศิวิไลซ์ มีอาการได้รับแสงทั้ง 5 ประเภทไม่เพียงพอ (Light Deficiency) จากการที่เราใช้ชีวิตตั้งแต่เช้าจรดเย็นอยู่แต่ในอาคารเป็นหลัก ทำให้มีผลต่อสุขภาพตามมาคือ

1. ขาดวิตามินดีจากการที่ไม่ได้รับแสงอัลตราไวโอเลตเท่าที่ควร
2. นาฬิกาชีวภาพถูกรบกวนจากการที่ไม่ได้รับแสงอาทิตย์(แสงสีฟ้าธรรมชาติ) ในยามเช้า แต่กลับไปได้แสงสีฟ้ามากเกินไปในตอนดึกจากอุปกรณ์ดิจิทัลต่างๆ

ผลเสียทั้ง 2 ข้อนี้ นำมาซึ่งโรคเรื้อรังที่มากับความทันสมัย ได้แก่มะเร็งหลายประเภท โรคหัวใจ โรคอ้วน เบาหวาน โรคเกี่ยวกับระบบประสาท กลุ่มอาการทางเมตาบอลิสม เป็นต้น

เราเรียกการได้รับแสงที่ควรจะได้น้อยเกินไป และได้รับแสงที่ไม่ควรจะได้มากเกินไป ในเวลาที่ไม่ถูกต้องว่า Mal-Illumination เหมือนกับการขาดสารอาหาร (Malnutrition)

 


จบตอนที่หนึ่งแต่เพียงเท่านี้ ในตอนต่อไป เราจะมาเจาะลึกแสงสีแดงและแสงใกล้อินฟราเรดว่า มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไรบ้าง ติดตามตอนต่อไปนะคะ

ขอความมีสุขภาพกายใจที่ดี จงสถิตอยู่กับทุกคน